Www1.si.mahidol.ac.th km sites_default_files_01_2

1,259 views
1,136 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
1,259
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
32
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Www1.si.mahidol.ac.th km sites_default_files_01_2

  1. 1. Weisfeldt ML, Becker LB. Resuscitation after cardiac arrest: a 3-phase time-sensitive model. JAMA 2002;288[23]:3035–3038
  2. 2. Valenzuela TD, Roe DJ, Cretin S, et al. Estimating effectiveness of cardiac arrest interventions: a logisticregression survival model. Circulation 1997; 96[10]:3308–3313
  3. 3. A : Continuouschest Aortic A ti pressurecompression RA pressureB : InterruptedChestcompression Aortic pressure RA pressure
  4. 4. ผูปวยหมดสติิ ไมตอบสนอง ไมหายใจ หรือ  ไ  ไ  ใ ื หายใจไมปกติ เชน หายใจ air hunger เรีียกทีีมชวยเหลือ  ื นํา AED/defibrillator มาใช (อาจใหคนชวยที่ 2 ชวย) คลํําชีีพจร ไ เ กิิน 10 วิินาทีี ไม คลาชพจรไดชด คลําชีพจรไดชัด ชวยหายใจ ครง ทก ชวยหายใจ 1 ครั้ง ทุก ๆ 5 - 6 วินาที วนาท คลําชีพจรทุก 2 นาที คลําชีพจรไมได เรม เริ่ม CPR โดยกดหนาอก 30 ครั้ง โดยกดหนาอก ครง ตามดวยชวยหายใจ 2 ครั้ง AED/defibrillator มาถึง วิเคราะหจังหวะการเตนหัวใจ shock หรือไมควร shock หรอไมควร ควร shock ไมควร shock กดหนาอกทัันทีี 2 นาทีี shock 1 ครั้ง ตามดวยกด วิเคราะหจังหวะการเตนหัวใจทุก 2 นาที หนาอกทันที 2 นาที CPR จนกวาทีมชวยเหลือมาหรือผูปวยเริ่มขยับ
  5. 5. หมดสติิ เรียกไมตอบสนอง หรืือหายใจ air hunger ี ไ  ใ
  6. 6. Push hard , Push fastกดลึก - ปลอยสด - อยาหยด - กดบอยกดลก ปลอยสุด อยาหยุด กดบอย
  7. 7. (1) (2)วางสนมอแรกตรงกลางหนาอก ซอนอีกมือ ลอกนววางสันมือแรกตรงกลางหนาอก ซอนอกมอ ล็อกนิ้ว
  8. 8. กดลึกเกิน 5 cm (2 i h ) ึ ิ inches)
  9. 9. หลัง defibrillation หรือ shock ใหกดหนาอกตอ ไมตองคลําชีพจร หยุดกดหนาอกแค 5-10 วินาทีกอน defibrillation จะลดโอกาสที่ shock จะสําเร็จ จะหยุดเมื่อ1) มีคนมาชวย ใหเปลี่ยนหนาที่กดหนาอกทุก ๆ 2 นาที ) ุ2) ผูปวยเริ่มตื่น หรือหายใจปกติ3) ผูชวยหมดแรง
  10. 10. กดตอเนื่องดวยความเร็ว อยางนอย 100 ครั้งตอนาทีใน 1 นาที จะกดไดมากกวา 60 ครั้ง
  11. 11. Head ilH d tiltChin lift
  12. 12. หวใจหยุดเตน หัวใจหยดเตน (cardiac arrest) ขอความชวยเหลือ เรียกทีมชวยชีวิต เริ่ม CPR • ใหออกซิเจน • ติด AED/defibrillator วิเคราะหจังหวะการเตนหัวใจ ควร shock หรือไมควร shock หรอไมควร VF/VT Asystole/PEA Shock (ครั้งที่ 1 ) CPR 2 นาที • เปด IV/IO CPR 2 นาที ควร shock • เปด IV/IO Shock (ครั้งที่ 2 ) • Epinephrine ทุก 3 – 5 นาที CPR 2 นาที • พิจารณาใสทอชวยหายใจ, capnography• Epinephrine ทุก 3 – 5 นาที ใช• พิจารณาใสทอชวยหาcapnography พจารณาใสทอชวยหาcapnography ควร shock h k ควร shock CPR 2 นาที • หาสาเหตุที่แกไขได Shock (ครั้งที่ 3) ใช CPR 2 นาที ควร shock •Amiodarone มี ROSC ให post CPR care •หาสาเหตุที่แกไขได ไมมี ROSC
  13. 13. • คุณภาพการทํา CPR ที่ดี ( high q y CPR) ุ g quality ) กดแรงลึก (push hard ≥ 2 นิ้วหรือ 5 cm) และกดเร็ว (push fast ≥ 100 ครั้งตอนาที) ปลอยคนใหสุ (complete chest recoil) ปลอยคืนใหสด ( l t h t il) หยุดกดหนาอกใหนอยที่สด (minimal interruption)  ุ กดหนาอกตามดวยชวยหายใจ ในอัตรา กดหนาอกตามดวยชวยหายใจ ในอตรา 30 : 2 เปลี่ยนหนาที่ผูกดหนาอกทุก 2 นาที ถาใสทอชวยหายใจ บีบ bag ไมตองเร็วเกิน (avoid excessive ventilation) g ( ) วัด end tidal CO2 ถา PETCO2 < 10 mmHg พยายามแกไขคุณภาพ CPR ผูปวยที่ใส Arterial line แลว ถาความดันในชวงหัวใจคลายตัว (diastole) < 20 mmHg พยายามแกไขคุณภาพ CPR • Return of spontaneous circulation (ROSC) คลําชีพจรและวัดความดันโลหิตได end tidal CO2 เพิ่มขึ้นและคงที่ ( ≥ 40 mmHg ) มคลนแสดงแรงดนจากหวใจบบตวเอง มีคลื่นแสดงแรงดันจากหัวใจบีบตัวเอง จาก Arterial line (A line)
  14. 14. เครื่องมาถึง ใหใชไดทันที ไมตองรอกดหนาอกจนครบ 30 ครั้ง ครงขั้นตอน เหมือนปกติ1) เปดเครื่อง2) แกะซอง ติดแผน แก ซอง ตดแผน adhesive pad ทีหนาอก ่ตอสายเขาเครืื่อง
  15. 15. Improper positionI ii Proper position
  16. 16. 3) อยาสัมผัสผูปวย ขณะเครื่องทําการอาน
  17. 17. 4) กดปม ถาเครื่อง กดปุ ถาเครองแนะนําให shock5) ถาเครื่องไมแนะนํา ื ํ ํหรอแนะนา และทาการshock แลว ใหกดหนาอกตอทันที
  18. 18. ระดัับพลัังงานไฟฟาใ ไฟฟ ในการทํา defibrillation หรืือ shock ํ• ถาเปนพลังงานแบบ biphasic ระดัับพลังงานขึนกัับยีหอของเครืื่อง defibrillator โ ั่วไป ในชวง 120 - 200 J ั ึ้ ี่ โดยทั ไปอยู• ถาไมทราบ ใหเลือกใชระดับพลังงานไฟฟาที่สงสุด ู ในการ shock ครั้งถัดไป ใหใชพลังงานอยางนอยเทาเดิมหรือสูงขึ้น• ถาเปนพลังงานแบบ monophasic ใช 360 J ถาเปนพลงงานแบบ ใช
  19. 19. การรักษาดวยยาEpinephrine ขนาด 1 mg IV/intra-osseous (IO) ทุก ๆ 3 - 5 นาทีVasopressin 40 U ทาง intravenous (IV)/intra-osseous (IO) แทน Epinephrine dose ที่ 1และ 2 ไดAmiodarone ทาง intravenous (IV)/intra-osseous (IO) Dose แรก 300 mg , Dose ที่ 2 150 mgการเปดทางเดนหายใจขนสูงการเปดทางเดินหายใจขั้นสง (advanced airway)สามารถใสทอชวยหายใจ (endotracheal tube) หรือ laryngeal airway ใชรูปดลื่นของ end tidalCO2 มาชวยยืนยันตําแหนงทอชวยหายใจ และเฝาติดตาม ชวยหายใจในอัตรา 8 – 10 ครั้งตอนาที มาชวยยนยนตาแหนงทอชวยหายใจ และเฝาตดตาม ชวยหายใจในอตรา ครงตอนาทรวมกับการกดหนาอกตอเนื่องไมตองหยุด หาสาเหตุท่แกไขได หาสาเหตทีแกไขได (reversible causes)5H ไดแก Hypovolemia, Hypoxia, Hydrogen ion (acidosis), Hypo/Hyperkalemia, Hypothermia5T ไดแก T i pneumothorax, T ไดแก Tension th Tamponade ( di ) T i Th b i ( l d (cardiac), Toxins, Thrombosis (pulmonary), )Thrombosis (coronary)
  20. 20. ผูปวยผูใหญหัวใ นชา และคลําชีีพจรได (Bradycardia with pulse) ใจเต ไ ดูวาหัวใจเตนชาสมเหตุผลหรือไม  ถาหัวใจเตนชาผิดปกติ (bradyarrhythmia) มักจะชากวา 50/min หาและแกไขสาเหตุ เปดทางเดินหายใจ และชวยหายใจถาจําเปน ใหออกซเจน (ถาขาดออกซเจน) ใหออกซิเจน (ถาขาดออกซิเจน) ใชเครื่องติดตามดูการเตนหัวใจ (cardiac monitor) วัดความดันโลหิตและออกซิเจนปลายนิว (O2 saturation) ้ เปดใหสารน้าหรือเตรียมใหยาทางหลอดเลือดดํา (IV) ํ ทําคลื่นไฟฟาหัวใจ 12 leads ถาพรอม หัวใจยังเตนชาตลอด (persistent bradyarrhythmia) ทําใหเกิดอาการดัง 1 อยางตอไปนี้ หรือไม ไมมีอาการ 1) ความดันโลหิตต่า (hypotension) ํ 2) ระบบไหลเวียนลมเหลว (signs of shock)เฝาติดตามและ monitor 3) ระดับการรับรูเปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน (acute alteration of consciousness) 4) ภาวะหัวใจวายเฉีบยพลัน (acute heart failure) 5) เจ็บหนาอกจากถาวะกลามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ischemic chest discomfort) เจบหนาอกจากถาวะกลามเนอหวใจขาดเลอด มีอาการ Atropine Atropine ครั้งแรก 0.6 mg IV push ซ้ําไดทุก 3- ถาไมไดผลใหใช transcutaneous pacing หรือ p g 5 นาที สูงสุด 3 mg ู ุ g ใหยา Dopamine IV drip หรือ Dopamine 2-10 mcg/kg/min IV drip พิจารณาปรึกษาแพทยผูเชียวชาญ ่ ใหยา Epinephrine IV drip Epinephrine 2-10 mcg/min IV drip พิจารณาใส transvenous pacing
  21. 21. ผู วยผู หญหวใจเตนเรว และคลาชพจรได (Tachycardia ith l ) ผปวยผใหญหัวใจเตนเร็ว และคลําชีพจรได (T h di with pulse) • ดูวาหัวใจเตนเร็วสมเหตุผลหรือไม • ถาหัวใจเตนเร็วผิดปกติ (tachyarrhythmia) มักจะเร็วกวา 150/min หาและแกไขสาเหตุ • เปดทางเดินหายใจ และชวยหายใจถาจําเปน • ใหออกซิเจน (ถาขาดออกซิเจน) ใหออกซเจน (ถาขาดออกซเจน) • ใชเครื่องติดตามดูการเตนหัวใจ (cardiac monitor) วัดความดันโลหิตและออกซิเจนปลายนิ้ว (O2 saturation) หัวใจยังเตนเร็วตลอด (persistent tachyarrhythmia) ทําใหเกิดอาการ 1 อยางดังตอไปนี้ หรือไม 1) ความดันโลหิตต่ํา (hypotension) 2) ระบบไหลเวียนลมเหลว (signs of shock) 3) ระดับการรับรูเปลียนแปลงเฉียบพลัน (acute alteration of consciousness) ่ 4) ภาวะหัวใจวายเฉีบยพลัน (acute heart failure) 5) เจ็บหนาอกจากถาวะกลามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ischemic chest discomfort) มีอาการ ไมมีอาการ ดูความกวางของ QRS complex วา ≥ 0.12 ใช • ECG 12 leads , เปด IV และเลือกใหยาSynchronized cardioversion วนาทหรอ ชองเลก วินาทีหรือ 3 ชองเล็ก • พิจารณา antiarrhythmic drugs• ใหยา sedate ไมใช • พิจารณา adenosine ใน regular Wide QRS• พิจารณา adenosine ถาเปน regular narrow • ECG 12 leads , เปด IV และเลือกใหยา complex tachycardiaQRS complex tachycardia • Adenosine (ถา regular) • ปรึกษาผูเชี่ยวชาญ • Beta-blocker หรือ Calcium channel blocker • Vagal maneuver • ปรึกษาผูเชี่ยวชาญ
  22. 22. Synchronized cardioversionระดบพลงงานเรมตนขนกบจงหวะการเตนหวใจ (rhythm)ระดับพลังงานเริ่มตนขึ้นกับจังหวะการเตนหัวใจ ( h th ) Regular narrow QRS complex tachycardia เริ่มตนที่ 50 - 100 J Irregular narrow Q complex tachycardia เริ่มตนที่ biphasic 120 – 200 J, monophasic 200 J g QRS p y p p Regular wide QRS complex tachycardia เริ่มตนที่ 100 J Irregular wide QRS complex tachycardia ไมตอง synchronized ใชพลังงานเทา defibrillation ยารักษาภาวะหัวใจเตนเร็วผิดปกติ Adenosine Dose แรก 6 mg IV push ตามดวย flush Dose ที่ 2 ใหไดอีก 12 mg ในผูปวยที่เปน stable wide QRS complex tachycardia สามารถใหยา amiodarone 150 mg ใน 10 นาที ใหซาได ถาเกิด VT อีก หลังจากนั้น drip ตอ 1 mg/min ใน 6 ชั่วโมงแรก ้ํ สวน Sotalol และ Procainamide ยังไมมใชในประเทศไทย ี
  23. 23. CPR 2005 CPR 2010ลําดับขั้นตอนการเริ่ม BLS Airway –Breathing –Chest compression Chest compression – Airway –Breathing(เหตุผล : เพื่อใหเริ่มกดหนาอกไดเร็วขึ้น ไม (ABC) (CAB)ลังเลในการชวยหายใจ ทําใหลังเลหรือไมทํา ถาเปนบุคคลทั่วไป (layperson) สามารถกดCPR) หนาอกโดยไมตองชวยหายใจได (chest โ ไ  ใไ compression only)การประเมินระดับการรูตว ั เรียก และเขยาที่ไหล เหมือนเดิม แตเนนใหสงเกตการหายใจใน ั(เหตุผล : บุคคลทั่วไ หรือแมแตบุคคลากร ไป ื  ั้ ี ั  ็ ไ  ใ ขนตอนเดยวกนอยางรวดเรว ถาไมหายใจทางการแพทยมีโอกาสคลําชีพจรไมถูกตอง) หรือหายใจไมปกติ ใหกดหนาอกทนทีสําหรับ บุคคลทั่วไป ถาเปนบุคคลากรทางการแพทย ใหคลําชีพจรกอน แตไมเกิน 10 วินาที ถาไมมี เริ่มกดหนาอกChest compression สลับเปาปาก 30 : 2 30 : 2 หลังกดหนาอกครบ เริ่ม A และ B หลังกดหนาอกครบ ใหเปดทางเดินหายใจ โดยตรวจสอบการหายใจดวย look listen feel และเปาปากเลย ไมใช look listen feel
  24. 24. CPR 2005 CPR 2010ความเร็วในการกดหนาอก ประมาณ 100 ครั้งตอนาที อยางนอย 100 ครั้งตอนาที(เหตุผล : จํานวนครั้งในการกดหนาอก สัมพันธกบกับ ROSC และการรอดชีวต รวมทง brain และการรอดชวต รวมทั้งfunction)ความลกในการกดหนาอกความลึกในการกดหนาอก ในผู หญ ลกประมาณ ในผใหญ ลึกประมาณ 11/2 – 2 นิว (4 5 cm) นว (4-5 ้ ในผู หญ กดลกอยางนอย นว ในผใหญ กดลึกอยางนอย 2 นิ้ว (5 cm) และเนน และเนน ปลอยใหหนาอกคืนตําแหนงเดิมใหสด ุCricoid pressure ใชเพื่อหวังปองกัน aspiration ใมแนะนํา(เหตุผล อาจทําใหใสทอชวยหายใจยาก และไมสามารภปอง aspiration ได)Airway Head tilt chin left เหมือนเดิม ถาใสทอชวยหายใจ พิจารณาใช PTECO2 เพือ ่ ยืนยันตําแหนงทอชวยหายใจวาอยูในหลอดลม
  25. 25. CPR 2005 CPR 2010อัตราเร็วในการชวยหายใจ 1 ครั้ง ทุก 5 – 6 วินาที (10 -12 ครั้งตอนาที) 1 ครั้ง ทุก 6 -8 วินาที (8-10 ครั้งตอนาที) ถาใสทอชวยหายใจแลว บบ ถาใสทอชวยหายใจแลว บีบ oxygen bag ตาม ขางตน โดยไมใหหยุดกดนวดหนาอกการกดหนาอกการกดหนาอก เนน เนน high quality CPR พิจารณาการใช PTECO2 และ A- line เพื่อ ปรับปรุงประสิทธิภาพในการ CPRDefibrillation Unwitnessed cardiac arrest ใหกดหนาอกไปกอน ถา AED/defibrillator มาใหใชทันที ไมตองรอ จนครบ 5 รอบหรือ2 นาที กดหนาอกครบ แตกดหนาอกตอเนื่องจนกวา เครื่องพรอม Shock เสร็็จกดหนาอกตอ ไมตองคลําชีพจร  Shock เสร็็จกดหนาอกตอ ไ  องคลําชีีพจร   ไมต ํ เหมือนเดิม Shock cycle ละ 1 ครั้ง Shock cycle ละ 1 ครั้ง เหมือนเดิม
  26. 26. CPR 2005 CPR 2010Defibrillation energy ไมมีตัวเลขชัดเจนสําหรับ cardioversion ใน มีตัวเลขพลังงานเริ่มตนชัดเจน สําหรับ biphasic ใน monomorphic VT AF ใชพลังงาน 120 – 200 J ใน ใช ใ AF ใ  พลัังงาน 100-200 Jการใหยารักษา ทางหลอดเลือดดํา ทางหลอดเลือดดํา (IV) ทางทอชวยหายใจ (Epinephrine,Lidocaine, ทางกระดูก (IO) Vasopression) AHA ใชคําวาอาจใหยาบางชนิดทางทอชวยหายใจ แต ERC ไมแนะนํา เพราะการดูดซึมยาไมดีAlgorithmAl ith Asystole/PEA ใช Epinephrine และ Atropine A t l /PEA ใช E i h i แล At i ไมแนะนาใหใช Atropine ไมแน นําใหใช At i (IIb) จึงลบออกจากตาราง Algorithm ของAsystole/PEA ใหใช adenosine ไดใน stable regular WCTPost CPR care Therapeutic hypothermia ควบคุมน้ําตาลในเลือด < 180 mg/dl ใ ออกซิเจนขนาดนอยที่สุด ใ  O2 sat ≥ 94% ใช ี ให
  27. 27. 1) European Resuscitation Council Guidelines for Resuscitation 2010 free download from www.erc.edu2) 2010 International Consensus on Cardiopulmonary Resuscitation and Emergency Cardiovascular Care Science with Treatment Recommendations free d l d from f download f www.americanheart.org i h t

×