Your SlideShare is downloading. ×
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

14,561

Published on

0 Comments
4 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
14,561
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
124
Comments
0
Likes
4
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. เ ด็ ก บ ก พ ร่ อ ง ท า ง ส ติ ปั ญ ญ า หมายถึงเด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบกับเด็กในระดับอายุเดียวกัน
  • 2. เป็นการแบ่งตาม American of MentalRetardation(AAMR) ซึ่งไม่ได้เน้นที่ระดับเชาวน์ปัญญาแต่พิจารณาพฤติกรรมการปรับตน 10 ข้อ
  • 3. เด็ ก บกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญาแบ่ ง เป็ น 2 กลุ่ ม 1.เด็กเรียนช้า หมายถึง เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ 2. เด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีภาวะพัฒนาการของจิตใจหยุดชะงัก หรือเจริญไม่เต็มที่
  • 4. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย ลักษณะสาคัญ 3 ประการ 1. ความสามารถทางสติปัญญาต่่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยคือมีเชาว์ปัญญาต่่ากว่า 70 2. ความสามารถทางทักษะในการปรับตัว อย่างน้อย 2ใน 10 ดังต่อไปนี้ 2.1. การสื่อความหมาย (Communication) 2.2. การดูแลตนเอง (Self-care) 2.3. การด่ารงชีวิตในบ้าน (Home Living)
  • 5. 2.4. ทักษะทางสังคม(Social / Interpersonal Skills)2.5. ทักษะในการเรียน (Functional Academic Skills)2.6. การรู้จักใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน (Use of Community Resources)2.7. การควบคุมตนเอง (Self-direction)2.8. การท่างาน(Work)2.9. การใช้เวลาว่าง (Leisure)2.10. การดูแลสุขภาพ และ ความปลอดภัย (Health and Safety)3. อาการแสดงก่อนอายุ 18 ปี
  • 6. ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา แบ่งตามระดับความรุนแรงเป็น 4 ระดับ1. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางด้ า นสติ ปั ญ ญาระดั บ เล็ ก น้ อ ย IQ 50-70 2. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางด้ า นสติ ปั ญ ญาระดั บ กลาง IQ 35-49 3. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญาระดั บ รุ น แรง IQ 20-34 4. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญาระดั บ รุ น แรงมาก IQ 20 ลงไป
  • 7. ลั ก ษณะท่ า ทางของบุ ค คลที่ มี ค วาม บกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญา1.ลั ก ษณะทางร่ า งกาย มั ก มี รู ป ร่ า งหน้ า ตาไม่ ส มประกอบ2. ลั ก ษณะด้ า นพฤติ ก รรม การพู ด การท่า ความเข้ า ใจ การตั ด สิ น ใจมั ก ช้ า
  • 8. ลักษณะทางจิตวิทยา1. ลักษณะทางด้านการเรียนรู้ มีช่วงความสนใจสั้น สนใจบทเรียนได้ไม่นานเสียสมาธิง่าย2. ลักษณะทางด้านภาษาและการพูด ความสามารถทางภาษาจะต่่ากว่าระดับอายุสมอง3. ลักษณะด้านร่างกายและสุขภาพ ส่วนสูงและน้่าหนักโดยเฉลี่ยต่่ากว่าเด็กปกติ
  • 9. ความผิดปกติที่พบร่วมด้วย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาพฤติกรรม ความผิดปกติที่พบได้แก่ ซน สมาธิสั้น พฤติกรรมท่าร้ายตนเอง ก้าวร้าวกระตุ้นตนเอง
  • 10. อาการแทรกซ้อน 1. พิการซ้่าซ้อน ได้แก่ ความพิการร่างกายแขนขา ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้
  • 11. 2. ปั ญ หาพฤติ ก รรมที่ ไ ม่ เ หมาะสม(Challenging behavior)
  • 12. 3.พฤติ ก รรมแบบออทิ ส ติ ก (Autistic-like behavior) เด็ ก แยกตั ว จากกลุ่ ม
  • 13. 4. โรคลมชั ก
  • 14. สาเหตุ มักเกิดจากหลายสาเหตุเป็นปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางจิตสังคมปัจจัยทางชีวภาพ -โรคทางพั น ธุ ก รรม - การติ ด เชื้ อ - การได้ รั บ สารพิ ษ - การขาดออกซิ เ จน
  • 15. - การขาดสารอาหาร - การเกิดอุบัติเหตุต่างๆปัจจัยทางจิตสังคม
  • 16. แนวทางการดู แ ลรั ก ษา 1) การส่ ง เสริ ม ศั ก ยภาพครอบครั วครอบครัวควรมีความรู้ ทักษะและเจตคติที่ดีในการดูแล 2) การส่ ง เสริ ม พั ฒ นาการ (Early Intervention)ควรจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จ่าเป็นในการเรียนรู้ส่งเสริมพัฒนาการทุกๆด้าน
  • 17. 3) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยมีแนวทางช่วยเหลือ4 ด้าน ดังนี้ กายภาพบาบั ด (Physical Therapy)เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่กิ จ กรรมบาบั ด (Occupational Therapy)เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • 18. ฝึกทักษะในชีวิตประจาวัน (Activity of DailyLiving Training) เน้นพัฒนาการด้านสังคม และการดูแลตนเองในชีวิตประจ่าวัน 4.) การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษาส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมให้มากที่สุด โดยท่าแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
  • 19. 5) การฟื้ น ฟู ส มรรถภาพทางสั ง คม คือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในสังคม และชุมชนได้ปกติ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างเท่าเทียม 6) การฟื้ น ฟู ส มรรถภาพทางอาชี พ การฝึกทักษะพื้นฐานทางอาชีพเฉพาะด้าน 7) การใช้ ย า การใช้ยาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อท่าให้ความบกพร่องทางสติปัญญาหายไปแต่ใช้เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหา
  • 20. เทคนิคการสอนเด็กทีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ่ 1. สอนโดยเน้นให้เด็กท่องจ่าค่าหรือข้อความ โดยให้เด็กพูดออกเสียงให้ชัดเจน 2. สอนโดยเน้นการจ่าแนกส่วนต่างๆพร้อมบอกชื่อและวาดภาพประกอบ 3. เนื้อหาควรมีความหมายและเกี่ยวข้องกับตัวเด็ก 4. ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้จับต้องและสัมผัสในสิ่งที่ให้เด็กเรียน
  • 21. 5. หมั่ น ทบทวนสิ่ ง ที่ เ รี ย นไปแล้ ว บ่ อ ยๆ เพื่ อ ให้ เด็ ก จ่า ได้6. ควรมี ภ าพประกอบในการอธิ บ าย เนื้ อ หา7. ควรให้ แ รงเสริ ม แก่ เ ด็ ก อย่ า งสม่่า เสมอ
  • 22. การป้องกันก่อนตั้งครรภ์ การให้วัคซีนหัดเยอรมัน หรือ เกลือไอโอดีน ให้ค่าแนะน่าคู่สมรสเรื่องอายุมารดาที่เหมาะในการตั้งครรภ์
  • 23. 2. ระหว่างตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยง
  • 24. 3. ระยะคลอด ควรคลอดในสถานบริการสาธารณสุข เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
  • 25. 4. ระยะหลังคลอด ควรให้แม่และลูกได้อยู่ด้วยกันเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกได้ดื่มนมแม่ซึ่งมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ
  • 26. ความหมายของเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) เด็กปัญญาเลิศหมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา และความถนัดเฉพาะทางอยู่ระดับสูงกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน ค่าที่ใช้ในความหมายที่มีอยู่หลายค่า เช่น เด็กปัญญาเลิศ เด็กอัจฉริยะ เด็กฉลาด เด็กมีพรสวรรค์ ฯลฯ เมื่อพูดถึงเด็กปัญญาเลิศ ก็มักนึกถึงเด็กทีเ่ รียนเก่ง สอบได้คะแนนดีหรือถือเอาเรื่องของความถนัดเฉพาะทางซึ่งเรียกกันว่า พรสวรรค์ในด้านที่เห็นได้ชัด เช่น ทางศิลปะและดนตรีเป็นหลัก
  • 27. ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) เด็กปัญญาเลิศเป็นเด็กทีมีสติปัญญาสูงมีความเฉลียวฉลาด ่กว่าเด็กทั่วไป ความฉลาดได้ส่อแววมาตั้งแต่ในวัยเด็กเล็ก เด็กอาจจะเดินได้ วิ่งได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมีพัฒนาการล้่าหน้ากว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน เรียนรู้ได้รวดเร็วหากมีการทดสอบทางด้านสติปัญญาหรือความถนัด เด็กเหล่านี้จะได้คะแนนสูงกว่าเด็กทั่วไป เด็กปัญญาเลิศมักจะเก่งในด้านต่อไปนี้ 1. มีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่เจริญเติบโตได้เร็วกว่าเด็กปกติ
  • 28. 2. มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย3. มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบชักถาม4. มีความสามารถในการแก้ปัญหา การใช้สามัญส่านึกและสามารถน่าความรู้ที่มีไปใช้ได้ในชีวิตจริง5. มีเหตุผล ความคิดดี6. จดจ่าสิ่งที่เคยเห็นเคยอ่านได้รวดเร็วและแม่นย่า7. มีความรู้กว้างขวางเกินวัย8. ใช้ค่าศัพท์กว้างขวาง ถูกต้องแม่นย่าและปริมาณค่าที่รู้จักก็มีมาก
  • 29. 9. มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ แต่ใช้การได้ดีและมีอารมณ์ขัน10. เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไวและช่างสังเกต11. มีแรงจูงใจและมีความมานะบากบั่นมีความจริงจังในการท่างาน12. ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน
  • 30. สาเหตุที่ทาให้เด็กเก่ง 1. พันธุกรรม 2. องค์ประกอบทางด้านชีววิทยาอื่นๆ 3. สังคมและวัฒนธรรม
  • 31. พฤติกรรมบางอย่างในห้องเรียน1. เข้าใจได้ง่าย และรวดเร็ว มักมีค่าถามชวนคิด2. สมาธิในการเรียนและการท่างานดี3. สนใจและสนุกกับปัญหาที่ยากซับซ้อน4. อ่านหนังสือได้เร็วกว่าอายุ5. ชอบประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือในแนวใหม่ๆ6. ใช้ภาษาได้ดี รู้จักค่าศัพท์กว้างขวางเกินวัย7. ชอบเรียนหนังสือ8. แก้ปัญหาด้วยวิธีการหลากหลาย9. มีลักษณะเป็นผู้น่าในกลุ่มเด็กวัยเดียวกัน
  • 32. การคัดแยกเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) การคัดแยกเด็กปัญญาเลิศต้องสอดคล้องกับกระบวนการที่จะตามมาซึ่งได้แก่เป้าหมายของการศึกษาวัตถุประสงค์ การจัดหลักสูตร วิธีสอนและการประเมินผลการศึกษา การคัดแยกเด็กปัญญาเลิศนั้นควรเริ่มในวัยเด็ก ทั้งนี้เพื่อจะได้ส่งเสริมเด็กได้ทันท่วงทีผู้ที่ท่าการคัดเลือกควรวิธีการหลายๆวิธีรวมกัน ให้เลือกใช้วิธการคัดแยกเด็กวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ ี
  • 33. 1. การคัดแยกเด็กตามวิธีของโกแวน (Gowan) มีดังนี้ 1.1 คัดเลือกเด็กที่หลายคนคิดว่าเป็นเด็กฉลาด 1.2 ทดสอบเด็กโดยใช้แบบทดสอบวัดระดับสติปัญญาที่เป็นการทดสอบพร้อมกันครั้งละหลายคน คัดเลือกเอาเด็กที่ได้คะแนนสูงสุด 10% เด็กเหล่านี้จัดเป็นเด็กปัญญาเลิศ ส่วนเด็กที่เหลือให้จัดกลุ่มไว้ต่างหากเด็กกลุ่มนี้เรียกว่า “อ่างเก็บน้่า” 1.3 ให้ครูประจ่าชั้นคัดเลือกเด็กในชั้นจ่านวนหนึ่งเด็กที่คัดเลือกควรมีลักษณะดังนี้
  • 34. - เรียนเก่ง- รู้ค่าศัพท์มาก- มีความคิดสร้างสรรค์สูง- มีความเป็นผู้น่า- มีความสนใจและเก่งในวิชาวิทยาศาสตร์- มีความคิดเชิงวิจารณ์สูง- มีลักษณะพิเศษ แต่มักรบกวนความสงบในห้องเรียน- มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง- มีเพื่อนมากที่สุด- มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจ ส่งเสริมการเรียนของเด็ก
  • 35. 1.4 ทดสอบเด็กที่คัดเลือกไว้ในข้อ1.3 โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคัดเอาเด็กที่เก่งที่สุด 10%ไว้ ส่วนเด็กที่เหลือจัดไว้ในกลุ่ม“อ่างเก็บน้่า” ตามข้อ 1.2 1.5 ครูใหญ่ ครูประจ่าชั้น ครูแนะแนวและครูอื่นที่เคยสอนหรือรู้จักเด็กเป็นอย่างดี ท่าการคัดเลือกเด็กที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ - เป็นหัวหน้ากลุ่มนักเรียน - มีความช่านาญพิเศษเฉพาะด้าน - มีพ่อแม่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษาดี - เป็นเด็กฉลาด แม้จะมีปัญหาในการอ่าน
  • 36. - เป็นเด็กฉลาด แม้จะมีปัญหาทางอารมณ์ - เป็นเด็กฉลาดที่คณะกรรมการนี้มีความเห็นว่าจะเป็นเด็กปัญญาเลิศ 1.6 เรียงล่าดับรายชื่อเด็กและระบุว่าเด็กแต่ละคนถูกกล่าวถึงกี่ครั้ง 1.7 เด็กใน “อ่างเก็บน้่า” เหล่านี้ หากคนใดถูกกล่าวถึง 3 ครั้งขึ้นไป ให้จัดเป็นเด็กปัญญาเลิศได้ 1.8 เด็กใน “อ่างเก็บน้่า” เหล่านี้ หากคนใดถูกกล่าวถึง 2 ครั้งขึ้นไป ให้น่าไปทดสอบโดยใช้แบบทดสอบ Stanford-Binet
  • 37. 1.9 เด็กใน “อ่างเก็บน้่า” ที่ถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียวให้ปล่อยกลับชั้นเรียนไป 1.10 เด็กที่ผ่านการทดสอบโดยแบบทดสอบ Stanford-Binet ให้จัดเป็นเด็กปัญญาเลิศ เด็กที่ไม่ผ่านให้กลับชั้นเรียนไป ในการคัดเลือกครูควรพิจารณาและสังเกตเด็กต่อไปนี้เป็นพิเศษ - เด็กด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม - เด็กที่ปัญหาทางอารมณ์ - เด็กที่มีปัญหาในการอ่าน - เด็กที่มีความเป็นผู้น่า
  • 38. 2. การคัดเลือกอย่างเป็นทางการ วิธีการต่อไปนี้เป็นวิธีคัดเลือกเด็กปัญญาเลิศซึ่งโรงเรียนที่จัดการศึกษาส่าหรับเด็กปัญญาเลิศควรน่ามาใช้ 2.1 การคัดเลือกเบื้องต้น การคัดเลือกเบื้องต้นควรเป็นหน้าที่ของครูประจ่าชั้น ครูประจ่าวิชา ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมชั้นของนักเรียน โดยบุคคลดังกล่าวท่าหน้าที่สังเกตพฤติกรรมของเด็กปัญญาเลิศตามค่าจ่ากัดความที่ผู้ที่รับผิดชอบทางการศึกษาตกลงกันแบบสังเกตพฤติกรรมที่ปรากฏในภาคผนวกสามารถน่ามาใช้ได้โดยเลือกมาใช้ตามความเหมาะสม
  • 39. 2.2 การทดสอบทางจิตวิทยา 2.3 พิจารณาจากผลการเรียนโดยเฉพาะคะแนนจากวิชาวิทยาศาสตร์และภาษา 2.4 การทดสอบความคิดสร้างสรรค์แบบทดสอบที่ควรใช้ ได้แก่ Torrance Tests of Creative Thinking ทั้ง Verbalและ(Figural),Guilfords Test of Creativity(ทั้ง Verbal และ Figural)
  • 40. 2.5 การทดสอบด้านบุคลิกภาพแบบทดสอบที่ควรใช้ได้แก่ California tests of Personality หรือแบบทดสอบอื่นที่มีลักษณะคล้ายการสัมภาษณ์ 2.2.6 ข้อมูลอื่นๆที่ช่วยคณะกรรมการในการตัดสินใจในการคัดเลือกเด็กปัญญาเลิศ
  • 41. การคัดแยกเด็กพิจารณาความสามรถ 3 อย่าง คือ - ทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Skill) - ทักษะในการคิดสร้างสรรค์ (Creative Skill) - ทักษะในเชิงปฏิบัติ (Practical Skill) ซึ่งทั้ง 3 ทักษะนี้จะน่าไปสู่ความส่าเร็จในการเรียนและในชีวิตการงาน
  • 42. การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปัญญาเลิศ การจัดโปรแกรมการศึกษาพิเศษหมายถึง การจัดการศึกษาเพื่อแสดงถึงการยอมรับและเคารพต่อความแตกต่างของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การจัดการศึกษาจะต้องปรับให้เกิดความเหมาะสม โดยพิจารณาจากผลของกระบวนการประเมินการศึกษาที่ต่อเนื่องรวมไปถึงแผนการศึกษาที่มีจุดประสงค์เป็นพิเศษเฉพาะที่ระบุถึงการให้บริการทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการพิเศษของนักเรียน
  • 43. การเรียนการสอนของเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ)วิธีสอนเด็กปัญญาเลิศมีดังนี้ 1. การเรียนรู้แบบรูแจ้ง เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการ ้สอนให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนตามระดับความสามารถของเด็กโดยครูแจกแจงเนื้อหาวิชาออกเป็นขั้นย่อยๆหลายๆขั้น แล้วให้เด็กได้เรียนตามทีละขั้นโดยไม่มีการเร่งรัดเกี่ยวกับเวลามากนัก 2. การจัดหลักสูตรให้กะทัดรัด เป็นการปรับปรุงหลักสูตรวิธีหนึ่งเพื่อให้เหมาะกับเด็กปัญญาเลิศโดยมุ่งเน้นให้เด็กได้มุ่งเรียนในเนื้อหาวิชาที่เป็นจุดส่าคัญจริงๆ
  • 44. 3. การคิดเชิงวิจารณ์ เป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักคิดรู้จักใช้เหตุผลก่อนตัดสินใจและไม่ได้หลงเชื่อใครง่ายๆประกอบด้วยขั้นตอนที่ส่าคัญคือ ประการแรกการตรวจสอบข้อมูลว่าข้อมูลที่ได้รับมาถูกต้องหรือไม่ 4. ศูนย์การเรียน เป็นการจัดมุมใดมุมหนึ่งในห้องเรียนหรือในโรงเรียนให้เป็นมุมหรือศูนย์ที่เน้นเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่งตามเนื้อหาในหลักสูตรแล้วให้เด็กเข้าศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามศูนย์ที่ครูจัดไว้
  • 45. 5. การคิดระดับสูง เป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ตามแนวความคิดของนักการศึกษาชาวอเมริกันชื่อ BenjamineBloom ซึ่งกล่าวว่า การสอนให้มีความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาวิชาเป็นการสอนให้มีความรู้ในระดับต่่า ครูควรจะสอนให้เด็กน่าไปใช้วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินผลสิ่งที่เรียนดีไม่ดี มีประโยชน์ไม่มีประโยชนอย่างไรจึงจะถือว่าประสบผลส่าเร็จ เพราะนั่นคือการสอนให้เด็กรู้จักการคิดในระดับสูง 6. การศึกษาด้วยตัวเอง เป็นการมอบหมายให้เด็กได้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งในแนวลึกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เด็กให้ความสนใจอย่างมากแต่ครูจะต้องคอยให้ค่าแนะน่าด้วย
  • 46. 7. การฝึกงานกับผูชานาญงาน เป็นการส่งเด็กปัญญาเลิศ ้ไปฝึกงานกับผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ช่านาญการนั้นถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เด็กปัญญาเลิศ 8. การสอนเร่ง เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนเนื้อหาที่ยากขึ้น เกินกว่าที่ก่าหนดไว้ในหลักสูตร 9. การสอนเสริม เป็นการสอนตามเนื้อหาที่ก่าหนดไว้ในหลักสูตรแต่มีกิจกรรมที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งอาจจัดเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรหรือเป็นค่ายฤดูร้อนก็ได้
  • 47. 10. การข้ามชั้น เป็นการเลื่อนชั้นเรียนให้สูงขึ้น 11. การเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ เป็นการส่งเด็กเข้าเรียนเมื่ออายุยังน้อย ตามปกติแล้วเด็กจะเข้าเรียนเมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่กฎหมาก่าหนด 12. การเรียนตามความสามารถของตนเอง เป็นการให้เด็กปัญญาเลิศเรียนหนังสือด้วยตัวเองตามเนื้อหาที่ก่าหนดโดยครูจะน่าเนื้อหาวิชามาแบ่งเป็นตอน ๆ หรือเป็นชุด ๆ แล้วให้เด็กเรียนด้วยตนเองเป็นชุด ๆ ตามความสามารถของเด็ก ไม่มีการก่าหนดเวลา
  • 48. 13. การเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเมื่ออายุยังน้อยหากระเบียบการต่างๆเปิดกว้างกว่านี้เด็กเก่งอาจมีโอกาสเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเมื่ออายุยังน้อยก็ได้ หากเกณฑ์การเข้ามหาวิทยาลัยพิจารณาความสามารถทางวิชาการเป็นหลักไม่มีข้อจ่ากัดด้านอายุ เป็นต้น 14. การเรียนทางไปรษณีย์ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนด้วยตนเองทางไปรษณีย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยบางแห่งจัดสอนอาจฟังค่าบรรยายจากเทปเสียงหรือจากวีดีทัศน์ก็ได้
  • 49. 15. การเรียนล่วงหน้า เป็นการอนุญาตให้นกเรียนในระดับ ัมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าไปเลือกเรียนบางรายวิชาในระดับมหาวิทยาลัยได้และเก็บสะสมหน่วยกิตไว้เมื่อเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจริงจะช่วยให้เด็กเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยเร็วขึ้น 16. การแก้ปัญหา เป็นการฝึกให้เด็กแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการเรียน หรือปัญหาในสังคมก็ได้ครูอาจให้เด็กท่างานคนเดียวหรือท่างานเป็นกลุ่มก็ได้ เป็นการสอนให้เด็กรู้จักการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆได้ 17. การจัดหลักสูตรฉบับย่อ เป็นการจัดหลักสูตรที่เข้มข้นเพื่อให้เด็กปัญญาเลิศได้เรียนภายในเวลาที่สั้นลง
  • 50. 18. การนับหน่วยกิตโดยการสอบ เป็นการสอบโดยที่เด็กไม่ต้องมา เมื่อสิ้นภาคเรียนให้เด็กเข้าสอบ หากเด็กสอบได้เด็กก็ได้รับสิทธิในการสอบผ่านการเรียนวิชานั้นและเก็บสะสมหน่วยกิตไว้เมื่อหน่วยกิตครบตามหลักสูตรก็ถือว่าส่าเร็จการศึกษา 19. การทาสัญญา เป็นการท่าสัญญาที่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรด้านการเรียน ภายในจะต้องมีจุดมุ่งหมายชัดเจน มีขอบข่ายเนื้อหาวิชาที่เด็กจะต้องรู้ภายในเวลาที่ก่าหนดและเด็กต้องน่าเนื้อหาวิชามาเสนอครูเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง
  • 51. 20. ความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสอนและส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิด จินตนาการในการเรียนรู้ให้มาก ควรตั้งค่าถามให้เด็กตอบ ควรค่าถามปลายเปิดที่มีค่าตอบมากมาย ให้อิสระแก่เด็ก
  • 52. ลักษณะของครูผู้สอนเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) ครูสอนผู้เรียนปัญญาเลิศควรเป็นบุคลากรวิชาชีพซึ่งท่าหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อสอนรายวิชาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับผู้เรียนปัญญาเลิศ ศึกษาประวัติและข้อมูลของผู้เรียน ประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดเตรียมแผนการสอน วิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของผู้เรียน สอนโดยส่งเสริมให้ผู้เรียนปัญญาเลิศได้มีโอกาสเต็มที่ในการพัฒนาศักยภาพ พร้อมทั้งบันทึกผลการเรียน
  • 53. อย่างต่อเนื่องรวมถึงการผลิตสื่อการเรียนการสอนหรือการน่าอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จ่าเป็นมาใช้ เตรียมความพร้อมด้านการศึกษาร่างกาย อารมณ์และสังคมของผู้เรียนเพื่อส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนเรียนร่วมสอนผู้เรียนปัญญาเลิศร่วมชั้นเรียนกับผู้เรียนปกติในโรงเรียนสอนคนปกติทั่วไป ให้ค่าปรึกษาแนะน่าแก่ครูประจ่าชั้นในโรงเรียนเรียนร่วม รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
  • 54. ปัญหาของเด็กปัญญาเลิศปัญหาของเด็กปัญญาเลิศ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที1 เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น นอนหลับลึกปลุกยาก เป็น ่เด็กอ้วนถูกเพื่อนล้อเลียนไม่ค่อยได้ออกก่าลังกาย กลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับทางอารมณ์และสังคมได้แก่ การทะเลาะกันระหว่างพี่น้องเพราะมีความคิดแตกต่างกันมีความก้าวร้าวหงุดหงิด มีความกังวลสูง ไม่พอใจค่าพูดของผู้ใหญ่ในบ้านมีนิสัยเฉื่อยชา กลัวคนแปลกหน้า ได้รับการตามใจมากเกินไป มีความกังวลเกี่ยวกับการเรียน ต้องการความรัก-เอาใจใส่จากมารดามากกว่าทุกๆคนท่าให้ไม่มีการเสียสละกันกลัวความล้มเหลว ขาดรู้สึกว่าตัวเองต่่าต้อยด้อยค่า
  • 55. รู้สึกว่ามีปัญหาในการปรับตัว มีความเครียดสูง จากสาเหตุต่างๆขาดสมาธิหรือที่เรียกกันทางวิชาการว่าโรคสมาธิบกพร่องที่เป็นโรคฮิตอันดับแรกกับเด็กทั่วไปทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษท่างานไม่ค่อยเสร็จ มีความคิดดีๆ พูดอะไรเข้าใจรวดเร็วคิดเก่งคิดไว แต่พอลงมือท่าไม่ค่อยอดทนท่าให้ส่าเร็จ กลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับการท่างาน เช่น ท่างานล่าช้า ดูแต่ทีวีไม่รู้จักการแก้ปัญหาในการท่างานกลุ่ม ไม่ชอบวางแผนล่วงหน้า ขาดทักษะในทางกีฬา เพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยช่วยท่างานจึงไม่สบายใจ
  • 56. แหล่งอ้างอิงhttp://school.obec.go.th/sakeaw/special2/spe3.htmhttp://www.rajanukul.com/main/index.php?mode=academic& group=1&submode=academic&idgroup=8http://www.disabled-child-mhs.org/LD3.htmlhttp://www.google.co.th/url?sahttp://www.slideshare.net/guest694cc9f/gifted-2960847http://pathaipong.blogspot.com/2010/11/blog-post_23.htmlhttp://www.gotoknow.org/blogs/posts/11450http://rise.swu.ac.th/Portals/184/documents/articles/Mind_Intelligence_Children.pdf
  • 57. 1.น.ส.กนกวรรณ คนฟู รหัส 531815201012.น.ส.กัลปนา อินปันใจ รหัส 531815201023.น.ส.เกษศิรินทร์ อ่อนแก้ว รหัส 531815201034.น.ส.ขนิษฐา ดวงน่าน รหัส 531815201045.น.ส.ขวัญฤทัย ใจจริง รหัส 53181520105 สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา(ชีววิทยา) มหาวิทยาลัยราชภัฏลาปาง

×