• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
 

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

on

  • 12,693 views

 

Statistics

Views

Total Views
12,693
Views on SlideShare
12,693
Embed Views
0

Actions

Likes
3
Downloads
81
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา Presentation Transcript

  • เ ด็ ก บ ก พ ร่ อ ง ท า ง ส ติ ปั ญ ญ า หมายถึงเด็กที่มีระดับสติปัญญา หรือเชาว์ปัญญาต่่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบกับเด็กในระดับอายุเดียวกัน
  • เป็นการแบ่งตาม American of MentalRetardation(AAMR) ซึ่งไม่ได้เน้นที่ระดับเชาวน์ปัญญาแต่พิจารณาพฤติกรรมการปรับตน 10 ข้อ
  • เด็ ก บกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญาแบ่ ง เป็ น 2 กลุ่ ม 1.เด็กเรียนช้า หมายถึง เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ 2. เด็กปัญญาอ่อน หมายถึง เด็กที่มีภาวะพัฒนาการของจิตใจหยุดชะงัก หรือเจริญไม่เต็มที่
  • เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย ลักษณะสาคัญ 3 ประการ 1. ความสามารถทางสติปัญญาต่่ากว่าเกณฑ์เฉลี่ยคือมีเชาว์ปัญญาต่่ากว่า 70 2. ความสามารถทางทักษะในการปรับตัว อย่างน้อย 2ใน 10 ดังต่อไปนี้ 2.1. การสื่อความหมาย (Communication) 2.2. การดูแลตนเอง (Self-care) 2.3. การด่ารงชีวิตในบ้าน (Home Living)
  • 2.4. ทักษะทางสังคม(Social / Interpersonal Skills)2.5. ทักษะในการเรียน (Functional Academic Skills)2.6. การรู้จักใช้แหล่งทรัพยากรในชุมชน (Use of Community Resources)2.7. การควบคุมตนเอง (Self-direction)2.8. การท่างาน(Work)2.9. การใช้เวลาว่าง (Leisure)2.10. การดูแลสุขภาพ และ ความปลอดภัย (Health and Safety)3. อาการแสดงก่อนอายุ 18 ปี
  • ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา แบ่งตามระดับความรุนแรงเป็น 4 ระดับ1. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางด้ า นสติ ปั ญ ญาระดั บ เล็ ก น้ อ ย IQ 50-70 2. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางด้ า นสติ ปั ญ ญาระดั บ กลาง IQ 35-49 3. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญาระดั บ รุ น แรง IQ 20-34 4. เด็ ก ที่ มี ค วามบกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญาระดั บ รุ น แรงมาก IQ 20 ลงไป
  • ลั ก ษณะท่ า ทางของบุ ค คลที่ มี ค วาม บกพร่ อ งทางสติ ปั ญ ญา1.ลั ก ษณะทางร่ า งกาย มั ก มี รู ป ร่ า งหน้ า ตาไม่ ส มประกอบ2. ลั ก ษณะด้ า นพฤติ ก รรม การพู ด การท่า ความเข้ า ใจ การตั ด สิ น ใจมั ก ช้ า
  • ลักษณะทางจิตวิทยา1. ลักษณะทางด้านการเรียนรู้ มีช่วงความสนใจสั้น สนใจบทเรียนได้ไม่นานเสียสมาธิง่าย2. ลักษณะทางด้านภาษาและการพูด ความสามารถทางภาษาจะต่่ากว่าระดับอายุสมอง3. ลักษณะด้านร่างกายและสุขภาพ ส่วนสูงและน้่าหนักโดยเฉลี่ยต่่ากว่าเด็กปกติ
  • ความผิดปกติที่พบร่วมด้วย ส่วนใหญ่เป็นปัญหาพฤติกรรม ความผิดปกติที่พบได้แก่ ซน สมาธิสั้น พฤติกรรมท่าร้ายตนเอง ก้าวร้าวกระตุ้นตนเอง
  • อาการแทรกซ้อน 1. พิการซ้่าซ้อน ได้แก่ ความพิการร่างกายแขนขา ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้
  • 2. ปั ญ หาพฤติ ก รรมที่ ไ ม่ เ หมาะสม(Challenging behavior)
  • 3.พฤติ ก รรมแบบออทิ ส ติ ก (Autistic-like behavior) เด็ ก แยกตั ว จากกลุ่ ม
  • 4. โรคลมชั ก
  • สาเหตุ มักเกิดจากหลายสาเหตุเป็นปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพ และปัจจัยทางจิตสังคมปัจจัยทางชีวภาพ -โรคทางพั น ธุ ก รรม - การติ ด เชื้ อ - การได้ รั บ สารพิ ษ - การขาดออกซิ เ จน
  • - การขาดสารอาหาร - การเกิดอุบัติเหตุต่างๆปัจจัยทางจิตสังคม
  • แนวทางการดู แ ลรั ก ษา 1) การส่ ง เสริ ม ศั ก ยภาพครอบครั วครอบครัวควรมีความรู้ ทักษะและเจตคติที่ดีในการดูแล 2) การส่ ง เสริ ม พั ฒ นาการ (Early Intervention)ควรจัดโปรแกรมการฝึกทักษะที่จ่าเป็นในการเรียนรู้ส่งเสริมพัฒนาการทุกๆด้าน
  • 3) การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์โดยมีแนวทางช่วยเหลือ4 ด้าน ดังนี้ กายภาพบาบั ด (Physical Therapy)เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่กิ จ กรรมบาบั ด (Occupational Therapy)เน้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก
  • ฝึกทักษะในชีวิตประจาวัน (Activity of DailyLiving Training) เน้นพัฒนาการด้านสังคม และการดูแลตนเองในชีวิตประจ่าวัน 4.) การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการศึกษาส่งเสริมการจัดการเรียนร่วมให้มากที่สุด โดยท่าแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
  • 5) การฟื้ น ฟู ส มรรถภาพทางสั ง คม คือการส่งเสริมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในสังคม และชุมชนได้ปกติ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกอย่างเท่าเทียม 6) การฟื้ น ฟู ส มรรถภาพทางอาชี พ การฝึกทักษะพื้นฐานทางอาชีพเฉพาะด้าน 7) การใช้ ย า การใช้ยาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อท่าให้ความบกพร่องทางสติปัญญาหายไปแต่ใช้เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหา
  • เทคนิคการสอนเด็กทีมีความบกพร่องทางสติปัญญา ่ 1. สอนโดยเน้นให้เด็กท่องจ่าค่าหรือข้อความ โดยให้เด็กพูดออกเสียงให้ชัดเจน 2. สอนโดยเน้นการจ่าแนกส่วนต่างๆพร้อมบอกชื่อและวาดภาพประกอบ 3. เนื้อหาควรมีความหมายและเกี่ยวข้องกับตัวเด็ก 4. ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้จับต้องและสัมผัสในสิ่งที่ให้เด็กเรียน
  • 5. หมั่ น ทบทวนสิ่ ง ที่ เ รี ย นไปแล้ ว บ่ อ ยๆ เพื่ อ ให้ เด็ ก จ่า ได้6. ควรมี ภ าพประกอบในการอธิ บ าย เนื้ อ หา7. ควรให้ แ รงเสริ ม แก่ เ ด็ ก อย่ า งสม่่า เสมอ
  • การป้องกันก่อนตั้งครรภ์ การให้วัคซีนหัดเยอรมัน หรือ เกลือไอโอดีน ให้ค่าแนะน่าคู่สมรสเรื่องอายุมารดาที่เหมาะในการตั้งครรภ์
  • 2. ระหว่างตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยง
  • 3. ระยะคลอด ควรคลอดในสถานบริการสาธารณสุข เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
  • 4. ระยะหลังคลอด ควรให้แม่และลูกได้อยู่ด้วยกันเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกได้ดื่มนมแม่ซึ่งมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ
  • ความหมายของเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) เด็กปัญญาเลิศหมายถึง เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา และความถนัดเฉพาะทางอยู่ระดับสูงกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน ค่าที่ใช้ในความหมายที่มีอยู่หลายค่า เช่น เด็กปัญญาเลิศ เด็กอัจฉริยะ เด็กฉลาด เด็กมีพรสวรรค์ ฯลฯ เมื่อพูดถึงเด็กปัญญาเลิศ ก็มักนึกถึงเด็กทีเ่ รียนเก่ง สอบได้คะแนนดีหรือถือเอาเรื่องของความถนัดเฉพาะทางซึ่งเรียกกันว่า พรสวรรค์ในด้านที่เห็นได้ชัด เช่น ทางศิลปะและดนตรีเป็นหลัก
  • ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) เด็กปัญญาเลิศเป็นเด็กทีมีสติปัญญาสูงมีความเฉลียวฉลาด ่กว่าเด็กทั่วไป ความฉลาดได้ส่อแววมาตั้งแต่ในวัยเด็กเล็ก เด็กอาจจะเดินได้ วิ่งได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมีพัฒนาการล้่าหน้ากว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน เรียนรู้ได้รวดเร็วหากมีการทดสอบทางด้านสติปัญญาหรือความถนัด เด็กเหล่านี้จะได้คะแนนสูงกว่าเด็กทั่วไป เด็กปัญญาเลิศมักจะเก่งในด้านต่อไปนี้ 1. มีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่เจริญเติบโตได้เร็วกว่าเด็กปกติ
  • 2. มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย3. มีความอยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบชักถาม4. มีความสามารถในการแก้ปัญหา การใช้สามัญส่านึกและสามารถน่าความรู้ที่มีไปใช้ได้ในชีวิตจริง5. มีเหตุผล ความคิดดี6. จดจ่าสิ่งที่เคยเห็นเคยอ่านได้รวดเร็วและแม่นย่า7. มีความรู้กว้างขวางเกินวัย8. ใช้ค่าศัพท์กว้างขวาง ถูกต้องแม่นย่าและปริมาณค่าที่รู้จักก็มีมาก
  • 9. มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ แต่ใช้การได้ดีและมีอารมณ์ขัน10. เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไวและช่างสังเกต11. มีแรงจูงใจและมีความมานะบากบั่นมีความจริงจังในการท่างาน12. ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน
  • สาเหตุที่ทาให้เด็กเก่ง 1. พันธุกรรม 2. องค์ประกอบทางด้านชีววิทยาอื่นๆ 3. สังคมและวัฒนธรรม
  • พฤติกรรมบางอย่างในห้องเรียน1. เข้าใจได้ง่าย และรวดเร็ว มักมีค่าถามชวนคิด2. สมาธิในการเรียนและการท่างานดี3. สนใจและสนุกกับปัญหาที่ยากซับซ้อน4. อ่านหนังสือได้เร็วกว่าอายุ5. ชอบประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือในแนวใหม่ๆ6. ใช้ภาษาได้ดี รู้จักค่าศัพท์กว้างขวางเกินวัย7. ชอบเรียนหนังสือ8. แก้ปัญหาด้วยวิธีการหลากหลาย9. มีลักษณะเป็นผู้น่าในกลุ่มเด็กวัยเดียวกัน
  • การคัดแยกเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) การคัดแยกเด็กปัญญาเลิศต้องสอดคล้องกับกระบวนการที่จะตามมาซึ่งได้แก่เป้าหมายของการศึกษาวัตถุประสงค์ การจัดหลักสูตร วิธีสอนและการประเมินผลการศึกษา การคัดแยกเด็กปัญญาเลิศนั้นควรเริ่มในวัยเด็ก ทั้งนี้เพื่อจะได้ส่งเสริมเด็กได้ทันท่วงทีผู้ที่ท่าการคัดเลือกควรวิธีการหลายๆวิธีรวมกัน ให้เลือกใช้วิธการคัดแยกเด็กวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ ี
  • 1. การคัดแยกเด็กตามวิธีของโกแวน (Gowan) มีดังนี้ 1.1 คัดเลือกเด็กที่หลายคนคิดว่าเป็นเด็กฉลาด 1.2 ทดสอบเด็กโดยใช้แบบทดสอบวัดระดับสติปัญญาที่เป็นการทดสอบพร้อมกันครั้งละหลายคน คัดเลือกเอาเด็กที่ได้คะแนนสูงสุด 10% เด็กเหล่านี้จัดเป็นเด็กปัญญาเลิศ ส่วนเด็กที่เหลือให้จัดกลุ่มไว้ต่างหากเด็กกลุ่มนี้เรียกว่า “อ่างเก็บน้่า” 1.3 ให้ครูประจ่าชั้นคัดเลือกเด็กในชั้นจ่านวนหนึ่งเด็กที่คัดเลือกควรมีลักษณะดังนี้
  • - เรียนเก่ง- รู้ค่าศัพท์มาก- มีความคิดสร้างสรรค์สูง- มีความเป็นผู้น่า- มีความสนใจและเก่งในวิชาวิทยาศาสตร์- มีความคิดเชิงวิจารณ์สูง- มีลักษณะพิเศษ แต่มักรบกวนความสงบในห้องเรียน- มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง- มีเพื่อนมากที่สุด- มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจ ส่งเสริมการเรียนของเด็ก
  • 1.4 ทดสอบเด็กที่คัดเลือกไว้ในข้อ1.3 โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคัดเอาเด็กที่เก่งที่สุด 10%ไว้ ส่วนเด็กที่เหลือจัดไว้ในกลุ่ม“อ่างเก็บน้่า” ตามข้อ 1.2 1.5 ครูใหญ่ ครูประจ่าชั้น ครูแนะแนวและครูอื่นที่เคยสอนหรือรู้จักเด็กเป็นอย่างดี ท่าการคัดเลือกเด็กที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ - เป็นหัวหน้ากลุ่มนักเรียน - มีความช่านาญพิเศษเฉพาะด้าน - มีพ่อแม่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษาดี - เป็นเด็กฉลาด แม้จะมีปัญหาในการอ่าน
  • - เป็นเด็กฉลาด แม้จะมีปัญหาทางอารมณ์ - เป็นเด็กฉลาดที่คณะกรรมการนี้มีความเห็นว่าจะเป็นเด็กปัญญาเลิศ 1.6 เรียงล่าดับรายชื่อเด็กและระบุว่าเด็กแต่ละคนถูกกล่าวถึงกี่ครั้ง 1.7 เด็กใน “อ่างเก็บน้่า” เหล่านี้ หากคนใดถูกกล่าวถึง 3 ครั้งขึ้นไป ให้จัดเป็นเด็กปัญญาเลิศได้ 1.8 เด็กใน “อ่างเก็บน้่า” เหล่านี้ หากคนใดถูกกล่าวถึง 2 ครั้งขึ้นไป ให้น่าไปทดสอบโดยใช้แบบทดสอบ Stanford-Binet
  • 1.9 เด็กใน “อ่างเก็บน้่า” ที่ถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียวให้ปล่อยกลับชั้นเรียนไป 1.10 เด็กที่ผ่านการทดสอบโดยแบบทดสอบ Stanford-Binet ให้จัดเป็นเด็กปัญญาเลิศ เด็กที่ไม่ผ่านให้กลับชั้นเรียนไป ในการคัดเลือกครูควรพิจารณาและสังเกตเด็กต่อไปนี้เป็นพิเศษ - เด็กด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม - เด็กที่ปัญหาทางอารมณ์ - เด็กที่มีปัญหาในการอ่าน - เด็กที่มีความเป็นผู้น่า
  • 2. การคัดเลือกอย่างเป็นทางการ วิธีการต่อไปนี้เป็นวิธีคัดเลือกเด็กปัญญาเลิศซึ่งโรงเรียนที่จัดการศึกษาส่าหรับเด็กปัญญาเลิศควรน่ามาใช้ 2.1 การคัดเลือกเบื้องต้น การคัดเลือกเบื้องต้นควรเป็นหน้าที่ของครูประจ่าชั้น ครูประจ่าวิชา ผู้ปกครอง เพื่อนร่วมชั้นของนักเรียน โดยบุคคลดังกล่าวท่าหน้าที่สังเกตพฤติกรรมของเด็กปัญญาเลิศตามค่าจ่ากัดความที่ผู้ที่รับผิดชอบทางการศึกษาตกลงกันแบบสังเกตพฤติกรรมที่ปรากฏในภาคผนวกสามารถน่ามาใช้ได้โดยเลือกมาใช้ตามความเหมาะสม
  • 2.2 การทดสอบทางจิตวิทยา 2.3 พิจารณาจากผลการเรียนโดยเฉพาะคะแนนจากวิชาวิทยาศาสตร์และภาษา 2.4 การทดสอบความคิดสร้างสรรค์แบบทดสอบที่ควรใช้ ได้แก่ Torrance Tests of Creative Thinking ทั้ง Verbalและ(Figural),Guilfords Test of Creativity(ทั้ง Verbal และ Figural)
  • 2.5 การทดสอบด้านบุคลิกภาพแบบทดสอบที่ควรใช้ได้แก่ California tests of Personality หรือแบบทดสอบอื่นที่มีลักษณะคล้ายการสัมภาษณ์ 2.2.6 ข้อมูลอื่นๆที่ช่วยคณะกรรมการในการตัดสินใจในการคัดเลือกเด็กปัญญาเลิศ
  • การคัดแยกเด็กพิจารณาความสามรถ 3 อย่าง คือ - ทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Analytical Skill) - ทักษะในการคิดสร้างสรรค์ (Creative Skill) - ทักษะในเชิงปฏิบัติ (Practical Skill) ซึ่งทั้ง 3 ทักษะนี้จะน่าไปสู่ความส่าเร็จในการเรียนและในชีวิตการงาน
  • การจัดการศึกษาสาหรับเด็กปัญญาเลิศ การจัดโปรแกรมการศึกษาพิเศษหมายถึง การจัดการศึกษาเพื่อแสดงถึงการยอมรับและเคารพต่อความแตกต่างของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การจัดการศึกษาจะต้องปรับให้เกิดความเหมาะสม โดยพิจารณาจากผลของกระบวนการประเมินการศึกษาที่ต่อเนื่องรวมไปถึงแผนการศึกษาที่มีจุดประสงค์เป็นพิเศษเฉพาะที่ระบุถึงการให้บริการทางการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการพิเศษของนักเรียน
  • การเรียนการสอนของเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ)วิธีสอนเด็กปัญญาเลิศมีดังนี้ 1. การเรียนรู้แบบรูแจ้ง เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการ ้สอนให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอนตามระดับความสามารถของเด็กโดยครูแจกแจงเนื้อหาวิชาออกเป็นขั้นย่อยๆหลายๆขั้น แล้วให้เด็กได้เรียนตามทีละขั้นโดยไม่มีการเร่งรัดเกี่ยวกับเวลามากนัก 2. การจัดหลักสูตรให้กะทัดรัด เป็นการปรับปรุงหลักสูตรวิธีหนึ่งเพื่อให้เหมาะกับเด็กปัญญาเลิศโดยมุ่งเน้นให้เด็กได้มุ่งเรียนในเนื้อหาวิชาที่เป็นจุดส่าคัญจริงๆ
  • 3. การคิดเชิงวิจารณ์ เป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักคิดรู้จักใช้เหตุผลก่อนตัดสินใจและไม่ได้หลงเชื่อใครง่ายๆประกอบด้วยขั้นตอนที่ส่าคัญคือ ประการแรกการตรวจสอบข้อมูลว่าข้อมูลที่ได้รับมาถูกต้องหรือไม่ 4. ศูนย์การเรียน เป็นการจัดมุมใดมุมหนึ่งในห้องเรียนหรือในโรงเรียนให้เป็นมุมหรือศูนย์ที่เน้นเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่งตามเนื้อหาในหลักสูตรแล้วให้เด็กเข้าศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามศูนย์ที่ครูจัดไว้
  • 5. การคิดระดับสูง เป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ตามแนวความคิดของนักการศึกษาชาวอเมริกันชื่อ BenjamineBloom ซึ่งกล่าวว่า การสอนให้มีความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาวิชาเป็นการสอนให้มีความรู้ในระดับต่่า ครูควรจะสอนให้เด็กน่าไปใช้วิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินผลสิ่งที่เรียนดีไม่ดี มีประโยชน์ไม่มีประโยชนอย่างไรจึงจะถือว่าประสบผลส่าเร็จ เพราะนั่นคือการสอนให้เด็กรู้จักการคิดในระดับสูง 6. การศึกษาด้วยตัวเอง เป็นการมอบหมายให้เด็กได้ศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งในแนวลึกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เด็กให้ความสนใจอย่างมากแต่ครูจะต้องคอยให้ค่าแนะน่าด้วย
  • 7. การฝึกงานกับผูชานาญงาน เป็นการส่งเด็กปัญญาเลิศ ้ไปฝึกงานกับผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ช่านาญการนั้นถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่เด็กปัญญาเลิศ 8. การสอนเร่ง เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนเนื้อหาที่ยากขึ้น เกินกว่าที่ก่าหนดไว้ในหลักสูตร 9. การสอนเสริม เป็นการสอนตามเนื้อหาที่ก่าหนดไว้ในหลักสูตรแต่มีกิจกรรมที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งอาจจัดเป็นกิจกรรมนอกหลักสูตรหรือเป็นค่ายฤดูร้อนก็ได้
  • 10. การข้ามชั้น เป็นการเลื่อนชั้นเรียนให้สูงขึ้น 11. การเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ เป็นการส่งเด็กเข้าเรียนเมื่ออายุยังน้อย ตามปกติแล้วเด็กจะเข้าเรียนเมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่กฎหมาก่าหนด 12. การเรียนตามความสามารถของตนเอง เป็นการให้เด็กปัญญาเลิศเรียนหนังสือด้วยตัวเองตามเนื้อหาที่ก่าหนดโดยครูจะน่าเนื้อหาวิชามาแบ่งเป็นตอน ๆ หรือเป็นชุด ๆ แล้วให้เด็กเรียนด้วยตนเองเป็นชุด ๆ ตามความสามารถของเด็ก ไม่มีการก่าหนดเวลา
  • 13. การเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเมื่ออายุยังน้อยหากระเบียบการต่างๆเปิดกว้างกว่านี้เด็กเก่งอาจมีโอกาสเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยเมื่ออายุยังน้อยก็ได้ หากเกณฑ์การเข้ามหาวิทยาลัยพิจารณาความสามารถทางวิชาการเป็นหลักไม่มีข้อจ่ากัดด้านอายุ เป็นต้น 14. การเรียนทางไปรษณีย์ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนด้วยตนเองทางไปรษณีย์ ซึ่งมหาวิทยาลัยบางแห่งจัดสอนอาจฟังค่าบรรยายจากเทปเสียงหรือจากวีดีทัศน์ก็ได้
  • 15. การเรียนล่วงหน้า เป็นการอนุญาตให้นกเรียนในระดับ ัมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าไปเลือกเรียนบางรายวิชาในระดับมหาวิทยาลัยได้และเก็บสะสมหน่วยกิตไว้เมื่อเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจริงจะช่วยให้เด็กเรียนจบระดับมหาวิทยาลัยเร็วขึ้น 16. การแก้ปัญหา เป็นการฝึกให้เด็กแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการเรียน หรือปัญหาในสังคมก็ได้ครูอาจให้เด็กท่างานคนเดียวหรือท่างานเป็นกลุ่มก็ได้ เป็นการสอนให้เด็กรู้จักการวิเคราะห์ปัญหาต่างๆได้ 17. การจัดหลักสูตรฉบับย่อ เป็นการจัดหลักสูตรที่เข้มข้นเพื่อให้เด็กปัญญาเลิศได้เรียนภายในเวลาที่สั้นลง
  • 18. การนับหน่วยกิตโดยการสอบ เป็นการสอบโดยที่เด็กไม่ต้องมา เมื่อสิ้นภาคเรียนให้เด็กเข้าสอบ หากเด็กสอบได้เด็กก็ได้รับสิทธิในการสอบผ่านการเรียนวิชานั้นและเก็บสะสมหน่วยกิตไว้เมื่อหน่วยกิตครบตามหลักสูตรก็ถือว่าส่าเร็จการศึกษา 19. การทาสัญญา เป็นการท่าสัญญาที่มีการลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรด้านการเรียน ภายในจะต้องมีจุดมุ่งหมายชัดเจน มีขอบข่ายเนื้อหาวิชาที่เด็กจะต้องรู้ภายในเวลาที่ก่าหนดและเด็กต้องน่าเนื้อหาวิชามาเสนอครูเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง
  • 20. ความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสอนและส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิด จินตนาการในการเรียนรู้ให้มาก ควรตั้งค่าถามให้เด็กตอบ ควรค่าถามปลายเปิดที่มีค่าตอบมากมาย ให้อิสระแก่เด็ก
  • ลักษณะของครูผู้สอนเด็กปัญญาเลิศ(อัจฉริยะ) ครูสอนผู้เรียนปัญญาเลิศควรเป็นบุคลากรวิชาชีพซึ่งท่าหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อสอนรายวิชาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับผู้เรียนปัญญาเลิศ ศึกษาประวัติและข้อมูลของผู้เรียน ประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อจัดเตรียมแผนการสอน วิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของผู้เรียน สอนโดยส่งเสริมให้ผู้เรียนปัญญาเลิศได้มีโอกาสเต็มที่ในการพัฒนาศักยภาพ พร้อมทั้งบันทึกผลการเรียน
  • อย่างต่อเนื่องรวมถึงการผลิตสื่อการเรียนการสอนหรือการน่าอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จ่าเป็นมาใช้ เตรียมความพร้อมด้านการศึกษาร่างกาย อารมณ์และสังคมของผู้เรียนเพื่อส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนเรียนร่วมสอนผู้เรียนปัญญาเลิศร่วมชั้นเรียนกับผู้เรียนปกติในโรงเรียนสอนคนปกติทั่วไป ให้ค่าปรึกษาแนะน่าแก่ครูประจ่าชั้นในโรงเรียนเรียนร่วม รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
  • ปัญหาของเด็กปัญญาเลิศปัญหาของเด็กปัญญาเลิศ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที1 เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น นอนหลับลึกปลุกยาก เป็น ่เด็กอ้วนถูกเพื่อนล้อเลียนไม่ค่อยได้ออกก่าลังกาย กลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับทางอารมณ์และสังคมได้แก่ การทะเลาะกันระหว่างพี่น้องเพราะมีความคิดแตกต่างกันมีความก้าวร้าวหงุดหงิด มีความกังวลสูง ไม่พอใจค่าพูดของผู้ใหญ่ในบ้านมีนิสัยเฉื่อยชา กลัวคนแปลกหน้า ได้รับการตามใจมากเกินไป มีความกังวลเกี่ยวกับการเรียน ต้องการความรัก-เอาใจใส่จากมารดามากกว่าทุกๆคนท่าให้ไม่มีการเสียสละกันกลัวความล้มเหลว ขาดรู้สึกว่าตัวเองต่่าต้อยด้อยค่า
  • รู้สึกว่ามีปัญหาในการปรับตัว มีความเครียดสูง จากสาเหตุต่างๆขาดสมาธิหรือที่เรียกกันทางวิชาการว่าโรคสมาธิบกพร่องที่เป็นโรคฮิตอันดับแรกกับเด็กทั่วไปทั้งเด็กปกติและเด็กพิเศษท่างานไม่ค่อยเสร็จ มีความคิดดีๆ พูดอะไรเข้าใจรวดเร็วคิดเก่งคิดไว แต่พอลงมือท่าไม่ค่อยอดทนท่าให้ส่าเร็จ กลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับการท่างาน เช่น ท่างานล่าช้า ดูแต่ทีวีไม่รู้จักการแก้ปัญหาในการท่างานกลุ่ม ไม่ชอบวางแผนล่วงหน้า ขาดทักษะในทางกีฬา เพื่อนในกลุ่มไม่ค่อยช่วยท่างานจึงไม่สบายใจ
  • แหล่งอ้างอิงhttp://school.obec.go.th/sakeaw/special2/spe3.htmhttp://www.rajanukul.com/main/index.php?mode=academic& group=1&submode=academic&idgroup=8http://www.disabled-child-mhs.org/LD3.htmlhttp://www.google.co.th/url?sahttp://www.slideshare.net/guest694cc9f/gifted-2960847http://pathaipong.blogspot.com/2010/11/blog-post_23.htmlhttp://www.gotoknow.org/blogs/posts/11450http://rise.swu.ac.th/Portals/184/documents/articles/Mind_Intelligence_Children.pdf
  • 1.น.ส.กนกวรรณ คนฟู รหัส 531815201012.น.ส.กัลปนา อินปันใจ รหัส 531815201023.น.ส.เกษศิรินทร์ อ่อนแก้ว รหัส 531815201034.น.ส.ขนิษฐา ดวงน่าน รหัส 531815201045.น.ส.ขวัญฤทัย ใจจริง รหัส 53181520105 สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา(ชีววิทยา) มหาวิทยาลัยราชภัฏลาปาง