Your SlideShare is downloading. ×

Brands biology

2,023

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
2,023
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
425
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. โครงสรางของเซลล ทฤษฎีเซลล (Cell Theory) ทฤษฎีเซลลกลาวไววา “สิ่งมีชีวิตประกอบดวยเซลล 1 เซลล หรือมากกวา ซึ่งเซลลเปนหนวยที่เล็กที่สุด ของสิ่งมีชีวิต และเซลลที่มีอยูเดิมจะเปนตนกําเนิดของเซลลที่จะเกิดขึ้นใหม” เซลลทุกเซลล (All Cells) จะมีองคประกอบพื้นฐานดังตอไปนี้ 1. ....................................................... 2. ....................................................... 3. ....................................................... 4. ....................................................... สวนประกอบของเซลล สวนประกอบของเซลลมี 3 สวนสําคัญ ดังนี้ 1. สวนที่หอหุมเซลล แบงออกเปน 1.1 ผนังเซลล (Cell Wall) 1.2 เยื่อหุมเซลล (Plasma Membrane) 2. ไซโทพลาซึม (Cytoplasm) ประกอบดวย 2.1 ไซโทซอล (Cytosol) 2.2 ออรแกเนลล (Organelles) วิทยาศาสตร ชีววิทยา (2) ________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 2. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (3) 2. เยื่อหุมเซลล โครงสราง 1. ผนังเซลล - ประกอบดวยฟอสโฟลิพิด (Phospholipid) - ควบคุมการผานเขา-ออกของสารระหวาง เรียงตัวกัน 2 ชั้น และมีโปรตีนแทรกตัวอยู เซลลกับสิ่งแวดลอมภายนอก - มีคุณสมบัติเปนเยื่อเลือกผาน - จดจําโครงสรางของเซลลบางชนิด (Semipermeable Membrane) - สื่อสารระหวางเซลล ขอมูลที่ควรทราบ หนาที่ - อยูถัดจากเยื่อหุมเซลลออกไป (ผนังเซลลพบที่ - ปกปองและค้ําจุนเซลล เซลลของสิ่งมีชีวิตบางประเภท เชน พืช สาหราย ผนังเซลล เห็ด รา และแบคทีเรีย) - ยอมใหสารผานไดหมด (ซึ่งจะแตกตางจากเยื่อ หุมเซลล) ตารางโครงสรางเซลลของสิ่งมีชีวิตจําพวกยูคาริโอต และหนาที่ 3. นิวเคลียส (Nucleus) ประกอบดวย 3.1 เยื่อหุมนิวเมคลียส (Nuclear Membrane) 3.2 นิวคลีโอพลาซึม (Nucleoplasm) 3.3 โครมาทิน (Chromatin) 3.4 นิวคลีโอลัส (Nucleolus)
  • 3. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (4) ________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 5. นิวคลีโอลัส นิวคลีโอลัส ควบคุมการสังเคราะห rRNA - เปนแหลงสังเคราะห rRNA และไรโบโซม - เปนแหลงเก็บขอมูลทางพันธุกรรมที่ใชเปนรหัส ในกระบวนการสังเคราะหโปรตีน ประกอบดวยดีเอ็นเอ (DNA) และโปรตีน 4. โครโมโซม DNA ขอมูลที่ควรทราบ หนาที่ เปนโครงสรางที่มีเยื่อหุม 2 ชั้น และมีโครโมโซม - ควบคุมการสังเคราะหโปรตีนและการสืบพันธุ อยูภายใน ของเซลล - เปนแหลงเก็บโครโมโซม โครงสราง 3. นิวเคลียส
  • 4. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (5) 8. กอลจิคอมเพล็กซ 7. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (ER) โครงสราง 6. ไรโบโซม SER หนวยใหญ หนวยเล็ก RER - มีลักษณะคลายถุงแบนๆ เรียงซอนกันเปนชั้น - สรางเวสิเคิลหุมโปรตีนที่ RER สรางขึ้น แลว ลําเลียงไปยังเยื่อหุมเซลลเพื่อสงโปรตีนออกไป นอกเซลล - เปนระบบเยื่อหุมภายในเซลล มองดูคลาย - RER สรางสารประเภทโปรตีนสําหรับสงออก รางแห ไปใชภายนอกเซลล - แบงออกเปน 2 ชนิด ดังนี้ - SER สรางสารประเภทลิพิด (Lipid) และ 1) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิวขรุขระ กําจัดสารพิษ (RER) เปน ER ที่มีไรโบโซมมาเกาะ 2) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิวเรียบ (SER) เปน ER ที่ไมมีไรโบโซมเกาะ ขอมูลที่ควรทราบ หนาที่ - มีขนาดเล็ก ประกอบดวยโปรตีนและ RNA - สรางสารประเภทโปรตีนสําหรับใชภายในเซลล - มีทั้งไรโบโซมอิสระ (ลอยอยูในไซโทพลาซึม) และไรโบโซมยึดเกาะ เชน เกาะอยูที่เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (ER)
  • 5. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (6) ________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 11. คลอโรพลาสต 10. ไมโทคอนเดรีย โครงสราง 9. ไลโซโซม ไรโบโซม DNA ไรโบโซม DNA ไลโซโซม - มีเยื่อหุม 2 ชั้น - มีของเหลวอยูภายใน เรียกวา เมทริกซ (Matrix) ซึ่งมีไรโบโซม และ DNA ลอยอยูใน เมทริกซ - นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานวา “ไมโทคอนเดรีย นาจะเปนแบคทีเรียที่เขามาอาศัยอยูภายในเซลล ของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาล แลวมีววัฒนาการ ิ รวมกันมาจนถึงปจจุบัน” - มีเยื่อหุม 2 ชั้น - มีของเหลวอยูภายใน เรียกวา สโตรมา (Stroma) ซึ่งมีไรโบโซม และ DNA ลอยอยู ในสโตรมา - นักชีววิทยาตั้งสมมติฐานวา “คลอโรพลาสต นาจะเปนแบคทีเรียที่เขามาอาศัยอยูภายใน เซลลของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาล แลวมี วิวัฒนาการรวมกันมาจนถึงปจจุบัน” เปนแหลงสรางอาหารกลูโคสใหแกเซลล (คลอโรพลาสตสรางอาหารจากกระบวนการ สังเคราะหดวยแสง) เปนแหลงสรางพลังงานใหแกเซลล (ไมโทคอนเดรีย สรางพลังงานจากกระบวนการสลายสารอาหาร ภายในเซลลแบบใชออกซิเจน หรือที่เรียกกันวา การหายใจระดับเซลลแบบใชออกซิเจน) ขอมูลที่ควรทราบ หนาที่ - มีลักษณะเปนถุงกลมๆ เรียกวา เวสิเคิล ซึ่ง - ยอยสลายออรแกเนลลและเซลลที่เสื่อมสภาพ ภายในมีเอนไซมที่ใชสําหรับยอยสารตางๆ - ยอยสารตางๆ ที่เซลลนําเขามาดวยกระบวน บรรจุอยู การเอนโดไซโทซิส (Endocytosis)
  • 6. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (7) 14. ไซโทสเกเลตอน 13. เซนทริโอล โครงสราง 12. แวคิวโอล เซนทริโอล มีลักษณะเปนรางแหของเสนใยโปรตีน ประกอบดวยไมโครทูบูลเรียงตัวกันอยางเปน ระเบียบ มองดูคลายทรงกระบอก 2 อัน - ชวยค้ําจุนเซลล - ชวยในการเคลื่อนที่ของเซลล - ชวยในการเคลื่อนที่ของเวสิเคิลภายในเซลล - สรางเสนใยสปนเดิลในกระบวนการแบงเซลล ขอมูลที่ควรทราบ หนาที่ แวคิวโอล - มีหลายชนิด หลายขนาด หลายรูปราง และมี 1) ฟูดแวคิวโอล ทําหนาที่บรรจุอาหาร และทํางาน หนาที่แตกตางกันออกไป เชน ฟูดแวคิวโอล รวมกับไลโซโซมเพื่อยอยอาหาร เซนทรัลแวคิวโอล และคอนแทร็กไทลแวคิวโอล 2) เซนทรัลแวคิวโอล ทําหนาที่เก็บสะสมสารตางๆ เปนตน เชน สารอาหาร สารสี สารพิษ เปนตน - แวคิวโอลแตละชนิดพบไดในเซลลของสิ่งมีชีวิต 3) คอนแทร็กไทลแวคิวโอล ทําหนาที่กําจัดน้ํา ที่จําเพาะเจาะจง สวนเกินออกจากเซลลของสิ่งมีชวิตเซลลเดี่ยว ี ที่อาศัยอยูในน้ํา เชน ยูกลีนา อะมีบา และ พารามีเซียม
  • 7. เยื่อหุมนิวเคลียส นิวคลีโอลัส 1. นิวเคลียส โครมาทิน รูของนิวเคลียส 10. เซนทริโอล 12. ไลโซโซม 9. ไมโทคอนเดรีย 11. แวคิวโอล 8. เยื่อหุมเซลล 2. ไรโบโซม 3. กอลจิคอมเพล็กซ 7. ไซโทพลาซึม ไมโครฟลาเมนต 4. ไซโทสเกเลตอน ไมโครทูบูล 6. รางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวเรียบ 5. รางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวขรุขระ ภาพเซลลสัตว 12. ไซโทสเกเลตอน ไมโครทูบูล อินเตอรมิเดียทฟลาเมนต ไมโครฟลาเมนต 13. รางแหเอนโดพลาซึม ชนิดผิวเรียบ 1. นิวเคลียส นิวคลีโอลัส เยื่อหุมนิวเคลียส รูของนิวเคลียส 14. กอลจิคอมเพล็กซ 2. รางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวขรุขระ 11. ไซโทพลาซึม 3. ไรโบโซม 10. คลอโรพลาสต 4. ไมโทคอนเดรีย 9. เพอรอกซิโซม 5. เยื่อหุมเซลล 6. ผนังเซลล 6.1 ผนังเซลลของเซลลขางเคียง 8. แวคิวโอล 8.1 เยื่อหุมแวคิวโอล 7. พลาสโมเดสมาตา ภาพเซลลพืช วิทยาศาสตร ชีววิทยา (8) ________________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 8. ออรแกเนลลแบงออกเปน 2 ประเภท ตามการมีเยื่อหุม ดังนี้ 1. ออรแกเนลลที่ไมมีเยื่อหุม ไดแก - ไรโบโซม - เซนทริโอล - ไซโทสเกเลตอน 2. ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม ซึ่งแบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม 2 ชั้น ไดแก - นิวเคลียส - ไมโทคอนเดรีย - คลอโรพลาสต 2.2 ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุมชั้นเดียว เชน - เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (รางแหเอนโดพลาซึม) - กอลจิคอมเพล็กซ - ไลโซโซม - แวคิวโอล ตารางเปรียบเทียบโครงสรางเซลลพืช และเซลลสัตว เซลลพืช โครงสรางภายนอก 1. ผนังเซลล 2. เยื่อหุมเซลล 3. แฟลเจลลัมหรือซิเลีย โครงสรางภายใน 1. นิวเคลียส 2. ไรโบโซม 3. ไลโซโซม 4. เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม 5. กอลจิคอมเพล็กซ 6. แวคิวโอล 7. เซนทริโอล 8. ไซโทสเกเลตอน 9. ไมโทคอนเดรีย 10. คลอโรพลาสต เซลลสัตว มี มี ไมมี (ยกเวน สเปรมของพืชบางชนิด) ไมมี มี มี (ในบางเซลล) มี มี ไมมี มี มี มี (มีขนาดใหญกวานิวเคลียส) ไมมี มี มี มี มี มี มี มี มี ไมมีหรือมี (แตขนาดเล็ก) มี มี มี ไมมี โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 ________________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (9)
  • 9. การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล การรักษาดุลยภาพของเซลลเปนหนาที่สําคัญของเยื่อหุมเซลล โดยเยื่อหุมเซลลจะควบคุมการเคลื่อนที่ผาน เขา-ออกของสารระหวางภายในเซลลกับสิ่งแวดลอมภายนอก โครงสรางของเยื่อหุมเซลล เยื่อหุมเซลลประกอบดวยสารหลัก 2 ชนิด คือ ฟอสโฟลิพิดและโปรตีน โดยฟอสโฟลิพิดจะจัดเรียงตัวเปน 2 ชั้น ซึ่งจะหันสวนที่ไมชอบน้ํา (สวนหาง) เขาหากัน และหันสวนที่ชอบน้ํา (สวนหัว) ออกจากกัน โดยมีโมเลกุล ของโปรตีนกระจายตัวแทรกอยูระหวางโมเลกุลของฟอสโฟลิพิด นอกจากนี้ยังมีคอเลสเทอรอล ไกลโคโปรตีน และ ไกลโคลิพิดเปนสวนประกอบของเยื่อหุมเซลลดวย ฟอสโฟลิพิด ภาพโครงสรางเยื่อหุมเซลล เยื่อหุมเซลลทําหนาที่หอหุมเซลล และรักษาสมดุลของสารภายในเซลลโดยควบคุมการผานเขา-ออกของ สารระหวางเซลลกับสิ่งแวดลอมภายนอก ดังนั้นเยื่อหุมเซลลจึงมีคุณสมบัติเปนเยื่อเลือกผาน (Semipermeable Membrane) การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลลมี 2 รูปแบบ ไดแก 1. การเคลื่อนที่แบบผานเยื่อหุมเซลล เปนการเคลื่อนที่ของสารผานฟอสโฟลิพิดหรือโปรตีนของเยื่อหุมเซลล แบงออกเปน 2 แบบดังนี้ 1.1 การเคลื่อนที่แบบพาสซีฟ (Passive Transport) หมายถึง การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออก เซลลโดยไมตองใชพลังงาน ซึ่งไอออน (Ion) และโมเลกุลของสารบางชนิดสามารถเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลจาก บริเวณที่มีความเขมขนมากไปยังบริเวณที่มีความเขมขนนอย ซึ่งมีอยู 3 วิธีดังนี้ 1. การแพร (Diffusion) 2. ออสโมซิส (Osmosis) 3. การแพรแบบฟาซิลิเทต (Facilitated Diffusion) วิทยาศาสตร ชีววิทยา (10) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 10. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (11) 1.2 การแพรผานชอง โปรตีน (Protein Channel) กระบวนการ การเคลื่อนที่ของสารแบบผานเยื่อหุมเซลลโดยไมใชพลังงาน 1. การแพร 1.1 การแพรผาน ฟอสโฟลิพิด ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร สาร (มีขั้ว) เชน แคลเซียมไอออน (Ca2+) - การเคลื่อนที่ของไอออนบางชนิด -) จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มี คลอไรดไอออน (Cl เชน แคลเซียมไอออน (Ca2+), ความเขมขนมากไปยังบริเวณที่มีความเขมขนนอย คลอไรดไอออน (Cl-), โซเดียมไอออน (Na+), และโพแทสเซียมโดยเคลื่อนที่ผานชองโปรตีน (Protein Channel) ไอออน (K+) ของเยื่อหุมเซลล  โมเลกุลของสาร(ไมมขั้ว) เชน แกสออกซิเจน - การเคลื่อนที่ของแกสออกซิเจนและ ี จะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเขมขนมากไป คารบอนไดออกไซด ยังบริเวณที่มีความเขมขนนอย โดยเคลื่อนที่ - การเคลื่อนที่ของแอลกอฮอล ผานฟอสโฟลิพิดของเยื่อหุมเซลล วิธีการทํางาน ตารางกระบวนการเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลล 1.2 การเคลื่อนทีแบบแอกทีฟ (Active Transport) หมายถึง การเคลื่อนที่ของสารเขา-ออกเซลลจากบริเวณที่มีความเขมขนนอยไปยังบริเวณที่มี ่ ความเขมขนมาก ซึ่งตองใชพลังงานในการเคลื่อนที่ 2. การเคลื่อนทีแบบไมผานเยื่อหุมเซลล เปนกระบวนการลําเลียงสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญเขา-ออกเซลล โดยอาศัยโครงสรางที่เรียกวา “เวสิเคิล ่  (Vesicle)” ซึ่งแบงออกเปน 2 แบบดังนี้ 2.1 เอกโซไซโทซิส (Exocytosis) 2.2 เอนโดไซโทซิส (Endocytosis) ซึ่งมีอยู 3 วิธีดังนี้ 1. ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) 2. พิโนไซโทซิส (Pinocytosis) 3. การนําสารเขาสูเซลลโดยอาศัยตัวรับ (Receptor-Mediated Endocytosis)
  • 11. วิทยาศาสตร ชีววิทยา (12) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 การเคลื่อนที่ของสารแบบไมผานเยื่อหุมเซลล 1. เอกโซไซโทซิส เปนการเคลื่อนที่ของสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ ออกจากเซลล โดยสารเหลานั้นจะบรรจุอยูใน เวสิเคิล (Vesicle) จากนั้นเวสิเคิลจะคอยๆ เคลื่อนเขามาเชื่อมรวมกับเยื่อหุมเซลล ทําให  สารที่บรรจุอยูในเวสิเคิลถูกปลอยออกสูนอกเซลล  - การหลั่งเอนไซมของเซลลตางๆ การหลั่งเมือก การหลั่งฮอรโมน การหลั่งสารสื่อประสาทของเซลล ประสาท โมเลกุลของสารจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มี - กระบวนการโซเดียมโพแทสเซียม ความเขมขนนอยไปยังบริเวณที่มความเขมขน ี ปมของเซลลประสาท มาก โดยผานโปรตีนตัวพา (Protein Carrier) และมีการใชพลังงานจาก ATP วิธีการทํางาน ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร โมเลกุลของสารจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มี - การเคลื่อนที่ของกลูโคสเขาสูเซลล ความเขมขนมากไปยังบริเวณที่มความเขมขน ี นอย โดยอาศัยโปรตีนเปนตัวพา (Protein Carrier) ที่เยื่อหุมเซลล โมเลกุลน้ํา โมเลกุลของน้ําจะเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลตรง - การเคลื่อนที่ของน้ํา บริเวณโปรตีน Aquaporins การเคลื่อนที่ของสารแบบผานเยื่อหุมเซลลโดยใชพลังงาน แอกทีฟทรานสปอรต กระบวนการ 2. การแพรแบบฟาซิลิเทต : เปนการแพรที่อาศัย โปรตีนตัวพา (Protein Carrier) 3. ออสโมซิส (การเคลื่อนที่ Aquaporin ของน้ําโดยอาศัยโปรตีน เฉพาะที่ชื่อวา Aquaporins)
  • 12. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (13) 2.3 การนําสารเขาสู เซลลโดยอาศัย ตัวรับ 2.2 พิโนไซโทซิส กระบวนการ 2. เอนโดไซโทซิส 2.1 ฟาโกไซโทซิส - การนําสารอาหารเขาสูเซลลไขของ มนุษย เกิดการเวาของเยื่อหุมเซลลเพื่อนําสารที่มี สถานะเปนของเหลวเขาสูเซลลในรูปของ เวสิเคิล เปนการเคลื่อนที่ของสารเขาสูเซลล เกิดขึ้นโดย - การนําคอเลสเทอรอลเขาสูเซลล มีโปรตีนที่อยูบนเยื่อหุมเซลลเปนตัวรับ (สาร)  ซึ่งสารที่เคลื่อนที่เขาสูเซลลดวยวิธีนี้จะตองมี ความจําเพาะในการจับกับโปรตีนตัวรับ (Protein Receptor) ที่เยื่อหุมเซลลจึงจะ สามารถเขาสูเซลลได - การกินแบคทีเรียของเซลลเม็ด เลือดขาวบางชนิด - การกินอาหารของอะมีบา ตัวอยางการเคลื่อนที่ของสาร เซลลจะยื่นสวนของไซโทพลาซึมไปโอบลอม สารที่มีโมเลกุลใหญมีสถานะเปนของแข็ง และสรางเวสิเคิลหุมสารนั้นแลวนําเขาสูเซลล  วิธีการทํางาน
  • 13. ไซโทพลาซึมของเซลลมีสภาพเปนสารละลายโดยมีน้ําเปนตัวทําละลาย (Solvent) สวนไอออนและโมเลกุล ของสารตางๆ เชน กลูโคส กรดอะมิโน เปนตัวละลาย (Solute) ในขณะเดียวกันสิ่งแวดลอมที่อยูรอบๆ เซลลก็มี สภาพเปนสารละลายเชนเดียวกัน ดังนั้นโมเลกุลของน้ําและสารที่เปนตัวละลายมีแนวโนมที่จะเคลื่อนที่จากบริเวณ ที่มีความเขมขนมากไปยังบริเวณที่มีความเขมขนนอย ความเขมขนของตัวละลาย (Solute) ทั้งหมดในสารละลาย เรียกวา ความเขมขนออสโมติก (Osmotic Concentration) ของสารละลาย ดังนั้นเราจึงแบงสารละลายออกเปน 3 ประเภท ตามความ เขมขนของตัวละลาย 1. สารละลายไฮเพอรโทนิก (Hypertonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของ ตัวละลายมาก 2. สารละลายไฮโพโทนิก (Hypotonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลายนอย 3. สารละลายไอโซโทนิก (Isotonic Solution) หมายถึง สารละลายที่มีความเขมขนของตัวละลาย เทากับความเขมขนของสารละลายบริเวณขางเคียง สารละลายเขมขน 3% เซลโลเฟน (เยื่อเลือกผาน) ระดับสารละลาย ณ จุดสมดุลของออสโมซิส ระดับสารละลาย คอยๆ สูงขึ้น น้ํากลั่น ภาพออสโมมิเตอรบรรจุสารละลายเขมขน 3% ที่แชในน้ํากลั่นแลวเกิดการออสโมซิสของน้ํา แรงดันออสโมติก (Osmotic Pressure) คือ แรงดันน้ําสูงสุดของสารละลายใดๆ ณ จุดสมดุลของการ ออสโมซิส โดยแรงดันออสโมติกจะแปรผันตรงกับความเขมขนของสารละลาย กลาวคือ สารละลายที่มีความ เขมขนมากจะมีแรงดันออสโมติกสูง และสารละลายที่มีความเขมขนนอยจะมีแรงดันออสโมติกต่ํา วิทยาศาสตร ชีววิทยา (14) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 14. การเปลี่ยนแปลงของเซลลสัตวและเซลลพืชเมื่ออยูในสารละลายแตละประเภท Hypotonic Solution Isotonic Solution Hypertonic Solution ภาพการเปลี่ยนแปลงของเซลลสัตวและเซลลพืชเมื่ออยูในสารละลายแตละประเภท จากภาพดานบนสรุปไดดังนี้ ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................... โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (15)
  • 15. การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต กลไกการรักษาดุลยภาพ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีการรักษาดุลยภาพของสภาวะและสารตางๆ ภายในรางกาย ดังนี้ 1. การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ 2. การรักษาดุลยภาพของน้ํา 3. การรักษาดุลยภาพของกรด-เบส 4. การรักษาดุลยภาพของแรธาตุ สาเหตุที่สิ่งมีชีวิตตองมีกลไกการรักษาดุลยภาพของรางกายเพราะวา สภาวะและสารตางๆ ภายในรางกาย มีผลตอการทํางานของเอนไซมซึ่งมีหนาที่เรงปฏิกิริยาชีวเคมีตางๆ ที่เกิดขึ้นภายในเซลลและรางกาย ในที่นี้จะนําเสนอตัวอยางการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต ดังตอไปนี้ 1. การรักษาดุลยภาพของน้ําในพืช 2. การรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ในรางกายคน 3. การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรางกายคน 4. การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ 5. การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตว 1. การรักษาดุลยภาพของน้ําในพืช การคายน้ําถือเปนกระบวนการสําคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ําในพืช ซึ่งเปนกระบวนการที่พืชกําจัดน้ํา ออกมาในรูปของไอน้ําหรือหยดน้ํา โดยไอน้ําจะออกมาทางปากใบ (Stoma) ซึ่งอยูที่ผิวใบ หรือออกมาตาม รอยแตกบริเวณลําตน แตหยดน้ําจะออกมาทางชองเปดบริเวณขอบใบหรือปลายไป ปจจัยที่มีผลตอการคายน้ําของพืช 1. ลม 2. อุณหภูมิ 3. ความชื้นในอากาศ 4. ความกดอากาศ 5. ความเขมของแสงสวาง 6. ปริมาณน้ําในดิน ผลจากการคายน้ําของพืช ผลดี 1. ชวยใหพืชมีอุณหภูมิลดลง 2-3°C 2. ชวยใหพืชดูดน้ําและแรธาตุในดินเขาสูรากได 3. ชวยใหพืชลําเลียงน้ําและแรธาตุไปตามสวนตางๆ ของพืชได ผลเสีย คือ พืชคายน้ําออกไปมากกวาที่จะนําไปใชในการเจริญเติบโตและสรางผลผลิต วิทยาศาสตร ชีววิทยา (16) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 16. ชั้นเนื้อเยื่อพาลิเสด เสนใบ เซลลผิวใบดานบน ชั้นเนื้อเยื่อสปนจี เซลลคุม ปากใบ เซลลผิวใบดานลาง ปากใบ เซลลคุม ภาพโครงสรางใบของพืชสวนใหญ ภาพปากใบ 2. การรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ในรางกายคน อวัยวะสําคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ในรางกาย คือ ไต (Kidneys) ไต พบในสัตวมีกระดูกสันหลัง • ไตคนมีลักษณะคลายเมล็ดถั่วแดง 2 เมล็ด อยูในชองทองดานหลังของลําตัว เมื่อผาไตตามยาวจะ สังเกตเห็นเนื้อไต 2 ชั้น คือ ชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งในเนื้อไตแตละขางประกอบดวยหนวยไต (Nephron) ประมาณ 1 ลานหนวย ทําหนาที่กําจัดของเสียในรูปของปสสาวะ หลอดเลือดอารเทอรี (เขาสูไต) ไต หลอดเลือดเวน (ออกจากไต) ทอไต กระเพาะปสสาวะ ทอปสสาวะ ภาพลักษณะและตําแหนงของไตในรางกายคน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (17)
  • 17. เนื้อไต เนื้อไตชั้นนอก ปรามิดใน เนื้อไตชั้นใน หนวยไต (Nephron) เนื้อไตชั้นใน หลอดเลือดอารเทอรี (เขาสูไต) ทอรวม หลอดเลือดเวน (ออกจากไต) กรวยไต ทอไต ภาพภาคตัดตามยาว (Long Section) ของไต โบวแมนแคปซูล โกลเมอรูลัส ทอขดสวนตน ทอขดสวนทาย ทอรวม เฮนเลลูป และหลอดเลือดฝอย ที่มาลอมรอบ ภาพโครงสรางของหนวยไต วิทยาศาสตร ชีววิทยา (18) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 18. หนวยไตแตละหนวยประกอบดวยโครงสรางยอย ดังนี้ 1. โบวแมนส แคปซูล (Bowman’s Capsule) ลักษณะทรงกลมมีผนัง 2 ชั้น หอหุมกลุมหลอดเลือดฝอย 2. หลอดเลือดฝอย มี 2 สวน ไดแก • กลุมหลอดเลือดฝอยที่อยูใน Bowman’s Capsule เรียกวา โกลเมอรูลัส (Glomerulus) • หลอดเลือดฝอยที่พันอยูตามทอของหนวยไต 3. ทอหนวยไต (Convoluted Tubule) แบงออกเปน 3 สวน ไดแก • ทอหนวยไตสวนตน มีการดูดสารที่มีประโยชนกลับเขาสูรางกายมากที่สุด เชน กลูโคส กรดอะมิโน วิตามิน และน้ํา • ทอหนวยไตสวนกลาง มีขนาดเสนผานศูนยกลางของทอนอยกวาทอหนวยไตสวนตนและสวนทาย ลักษณะคลายอักษรตัวยู (U) มีชื่อเรียกเฉพาะวา เฮนเล ลูป (Loop of Henle) เปนอีกบริเวณหนึ่งที่มีการดูดน้ํา กลับเขาสูรางกาย • ทอหนวยไตสวนทาย เปนบริเวณที่มีการดูดน้ํากลับเขาสูรางกายภายใตการควบคุมของฮอรโมน +) ภายใตการควบคุมของฮอรโมนแอลโดสเทอโรน (Aldosterone) ADH และดูดโซเดียมไอออน (Na 4. ทอรวม (Collecting Duct) เปนแหลงรวมของเหลวซึ่งมีลักษณะคลายปสสาวะที่ไดจากการทํางาน ของหนวยไตกอนที่จะสงตอไปยังกรวยไต ภาพการดูดสารกลับบริเวณทอหนวยไตเขาสูหลอดเลือดฝอย โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (19)
  • 19. กลไกการผลิตปสสาวะของหนวยไต ประกอบดวย 2 กระบวนการดังนี้ (1) การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerulus Filtration) ผนังของกลุมหลอดเลือดฝอย “โกลเมอรูลัส” มีคุณสมบัติพิเศษในการยอมใหสารโมเลกุลเล็กที่มีอยู ในเลือด เชน น้ํา แรธาตุ วิตามิน ยูเรีย กรดยูริก กลูโคส และกรดอะมิโนผาน สวนสารโมเลกุลใหญโดยปกติแลว จะไมสามารถผานไปได เชน เม็ดเลือดแดง โปรตีนขนาดใหญ และไขมัน การกรองสารบริเวณนี้จะอาศัยแรงดันเลือดเปนสําคัญ โดยวันหนึ่งๆ จะมีการกรองสารไดประมาณ 180 ลิตร (180 ลูกบาศกเดซิเมตร) (2) การดูดสารกลับเขาสูรางกาย (Reabsorption) บริเวณทอหนวยไต การดูดสารกลับเขาสูกระแสเลือดเกิดขึ้นที่ทอของหนวยไตซึ่งมีหลอดเลือดฝอยพันลอมรอบทออยู โดย ใชวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) พาสซีฟทรานสปอรต (Passive Transport) และพิโนไซโทซิส (Pinocytosis) วันหนึ่งๆ รางกายจะมีการดูดสารกลับประมาณ 178.5 ลิตร (178.5 ลูกบาศกเดซิเมตร) ADH หรือ วาโซเพรสซิน (Vasopressin) เปนฮอรโมนสําคัญที่ทําหนาที่กระตุนการดูดน้ํากลับเขาสู รางกายบริเวณทอรวมของหนวยไต 3. การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในรางกายคน ถารางกายมีการเปลี่ยนแปลงความเปนกรด-เบสมากๆ จะทําใหเอนไซม (Enzyme) ภายในเซลลหรือ รางกายไมสามารถทํางานได ดังนั้นรางกายจึงมีกลไกการรักษาดุลยภาพความเปนกรด-เบสใหคงที่ ซึ่งมี 3 วิธี คือ 3.1. การเพิ่มหรือลดอัตราการหายใจ ถา CO2 ในเลือดมีปริมาณมาก เชน หลังจากที่ออกกําลังกายอยางหนักจะสงผลใหศูนยควบคุม การหายใจ ซึ่งคือ สมองสวนเมดัลลาออบลองกาตา (Medulla Oblongata) สงกระแสประสาทไปควบคุมให กลามเนื้อกะบังลมและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางานมากขึ้น เพื่อจะไดหายใจออกถี่ขึ้น ทําใหปริมาณ CO2 ในเลือดลดลง และเมื่อ CO2 ในเลือดมีปริมาณนอย จะไปยับยั้ง Medulla Oblongata ซึ่งจะมีผลใหกลามเนื้อ กะบังลมและกลามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงทํางานนอยลง ไฮโพทาลามัส พอนส เมดัลลาออบลองกาตา ไขสันหลัง ภาพโครงสรางสมองของคน วิทยาศาสตร ชีววิทยา (20) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 20. 3.2 ระบบบัฟเฟอร (Buffer) คือ ระบบที่ทําใหเลือดมีคา pH คงที่ แมวาจะมีการเพิ่มของสารที่มี ฤทธิ์เปนกรดหรือเบสก็ตาม สารที่เปนบัฟเฟอรในเลือด ไดแก 1. ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดง 2. โปรตีน (Protein) ในพลาสมา เชน อัลบูมิน โกลบูลิน 3.3 การควบคุมกรดและเบสของไต ไต (Kidneys) สามารถปรับระดับกรดหรือเบสออกทางปสสาวะไดมาก ระบบนี้จึงมีการทํางานมาก สามารถแกไข pH ที่เปลี่ยนแปลงไปมากใหเขาสูภาวะปกติ (สมดุล) ได แตใชเวลานาน 4. การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในรางกายของสิ่งมีชีวิตเกี่ยวของกับแรงดันออสโมติก (Osmotic Pressure) โดยสิ่งมีชีวิตแตละชนิดมีกลไกการรักษาสมดุลของน้ําและแรธาตุในรางกาย ดังนี้ 4.1 โพรทิสต (Protist) ใชคอนแทร็กไทลแวคิวโอล (Contractile Vacuole) กําจัดน้ําสวนเกินออกจากเซลล คอนแทร็กไทลแวคิวโอล แมโครนิวเคลียส ไมโครนิวเคลียส รองปาก ชองขับถาย ภาพคอนแทร็กไทลแวคิวโอลในพารามีเซียม 4.2 ปลาน้ําจืด (Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายมากกวาน้ําจืด) กลไกการรักษาสมดุล คือ • มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมเขา • ขับปสสาวะมากและปสสาวะเจือจาง • มีโครงสรางพิเศษที่เหงือกทําหนาที่ดูดแรธาตุกลับคืนสูรางกาย 4.3 ปลาน้ําเค็ม (Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายนอยกวาน้ําทะเล) กลไกการรักษาสมดุล คือ • มีผิวหนังและเกล็ดปองกันน้ําซึมออก • ขับปสสาวะนอยและปสสาวะมีความเขมขนสูง • มีเซลลซึ่งอยูบริเวณเหงือกทําหนาที่ขับแรธาตุสวนเกินออกโดยวิธีแอกทีฟทรานสปอรต (Active Transport) • ขับแรธาตุสวนเกินออกทางทวารหนัก โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (21)
  • 21. น้ําไหลผานเขาไปในเหงือกและบางบริเวณของผิวหนัง น้ําและอาหารเคลื่อนที่ผานปากเขาสูรางกาย เหงือกดูดซึมเกลือจากน้ํา ไตขับปสสาวะในปริมาณมากและเจือจาง ภาพกลไกการรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในปลาน้ําจืด น้ําและอาหารเคลื่อนที่ผานปากเขาสูรางกาย น้ําไหลออกจากรางกายผานทางเหงือก และบางบริเวณของผิวหนัง เหงือกขับเกลือสวนเกินออกจากรางกาย ไตขับเกลือสวนเกินโดยปสสาวะ ในปริมาณนอยและเขมขน ภาพกลไกการรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในปลาน้ําเค็ม 4.4 สัตวทะเลชนิดอื่นๆ (Osmotic Pressure ของของเหลวในรางกายใกลเคียงกับน้ําทะเล จึงไม ตองมีกลไกในการปรับสมดุลเหมือนปลาทะเล) 4.5 นกทะเล กลไกการรักษาสมดุล คือ • มีตอมนาซัล (Nasal Gland) หรือตอมเกลือ (Salt Gland) ขับเกลือสวนเกินออกจากรางกาย ตอมนาซัล ชองจมูก ภาพตอมนาซัลของนกทะเล วิทยาศาสตร ชีววิทยา (22) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 22. 5. การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตว สัตวแบงออกเปน 2 ประเภท ตามการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของรางกาย ดังนี้ 1. สัตวเลือดเย็น หมายถึง สัตวที่มีอุณหภูมิรางกายไมคงที่ เพราะจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของ สิ่งแวดลอมภายนอก ตัวอยางเชน ไสเดือนดิน หอย แมลง ปลา สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน 2. สัตวเลือดอุน หมายถึง สัตวที่มีกลไกรักษาอุณหภูมิรางกายใหคงที่ ไมเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิ ของสิ่งแวดลอม ไดแก สัตวปก และสัตวเลี้ยงลูกดวยน้ํานม กลไกการรักษาอุณหภูมิรางกายของสัตวเลือดอุน ศูนยควบคุมอุณหภูมิของรางกาย คือ สมองสวนไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งจะสงสัญญาณไปตาม ระบบประสาทและระบบตอมไรทอ ดังนี้ อุณหภูมิของสิ่งแวดลอมภายนอก สงผลตอ อุณหภูมิของรางกาย กระตุน ไฮโพทาลามัส สงสัญญาณไปควบคุม ระบบประสาท ระบบตอมไรทอ ควบคุม ควบคุม หลอดเลือด ตอมเหงื่อ กลามเนื้อ อัตราเมแทบอลิซึม แผนผังผลของอุณหภูมิสิ่งแวดลอมภายนอกที่มีตอการทํางานของไฮโพทาลามัส โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (23)
  • 23. สภาพแวดลอมมีอุณหภูมิต่ํากวาภายในรางกายมากๆ สงผลให ความรอนในรางกายจะระบายออกสูภายนอกอยางรวดเร็ว ทําให อุณหภูมิของรางกายลดลง ซึ่งจะไปกระตุนให ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) สงสัญญาณให หลอดเลือดบริเวณผิวหนังหดตัว ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) สงสัญญาณ ไปกระตุนใหเซลลทั่วรางกายเพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม จึงทําใหอุณหภูมิรางกายเพิ่มขึ้นแลวเขาสูภาวะปกติ สงผลให เลือดที่จะไปยังผิวหนังมีปริมาณลดลง เพื่อลดการระบายความรอนออกจากรางกาย ในขณะเดียวกัน กลามเนื้อที่ผิวหนังจะหดตัวทําใหขนตั้งชัน แผนผังกลไกการรักษาดุลยภาพอุณหภูมิในรางกายคน เมื่อสภาพแวดลอมมีอุณหภูมิต่ํากวาภายในรางกาย สภาพแวดลอมมีอุณหภูมิสูงกวาภายในรางกายมากๆ ซึ่งจะไปกระตุนให ไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) สงสัญญาณให หลอดเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัว ไฮโพทาลามัส Hypothalamus) สงสัญญาณ ไปกระตุนใหเซลลทั่วรางกายลดอัตราเมแทบอลิซึม จึงทําใหอุณหภูมิรางกายลดลงแลวเขาสูภาวะปกติ สงผลให เลือดที่จะไปยังผิวหนังมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทําให ความรอนภายในรางกายระบายออกสูภายนอกมากขึ้น แผนผังกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในรางกายคน เมื่อสภาพแวดลอมมีอุณหภูมิสูงกวาภายในรางกาย วิทยาศาสตร ชีววิทยา (24) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 24. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (25) อุณหภูมิรางกายเพิ่มขึ้น เปนปกติ : ศูนยควบคุม อุณหภูมิ หยุดสั่งการ เริ่มตนที่นี่ สิ่งเรา : อุณหภูมิของรางกายเพิ่มขึ้น เมื่อออกกําลังกายอยางหนัก หรืออยูในสภาพอากาศรอน ศูนยควบคุมอุณหภูมิ ในไฮโพทาลามัสกระตุน อวัยวะตางๆ ที่เกี่ยวของ ภาพกลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกายของสัตวเลือดอุน กลามเนื้อเกิดอาการสั่น เพื่อผลิตความรอนใหมากขึ้น หลอดเลือดบริเวณผิวหนังหดตัวเพื่อ ลดการระบายความรอนออกนอกรางกาย การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิรางกาย ตอมเหงื่อขับเหงื่อมากขึ้นเพื่อ ระบายความรอนออกนอกรางกาย หลอดเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัวเพื่อ เพิ่มการระบายความรอนออกนอกรางกาย ศูนยควบคุมอุณหภูมิ ในไฮโพทาลามัสกระตุน อวัยวะตางๆ ที่เกี่ยวของ เริ่มตนที่นี่ สิ่งเรา : อุณหภูมิของรางกายลดลง เมื่ออยูในสภาพอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิรางกาย ลดลงเปนปกติ : ศูนยควบคุมอุณหภูมิ หยุดสั่งการ
  • 25. ภูมิคุมกันรางกาย ภูมิคุมกัน (Immunity) คือ ความสามารถของรางกายในการตอตานและกําจัดจุลินทรีย เชน แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ที่เขาสูรางกาย ภูมิคุมกันรางกายแบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. ภูมิคุมกันที่มีมาแตกําเนิด (Innate Immunity) ซึ่งประกอบดวยกลไกภูมิคุมกันรางกาย 2 ดาน ตามลําดับ ดังนี้ 1.1 ระบบปกคลุมรางกาย (ผิวหนัง) จัดเปนภูมิคุมกันดานแรกสุดของรางกาย 1.2 ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ (Nonspecific Immunity) เปนภูมิคุมกันดานที่สองของรางกาย 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นหลังกําเนิด (Acquired Immunity) ซึ่งเปนภูมิคุมกันดานที่สาม (ดานสุดทาย) ของรางกาย และจัดเปนภูมิคุมกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity) 1. ภูมิคุมกันที่มีมาแตกําเนิด (Innate Immunity) 1.1 ระบบปกคลุมรางกาย (ผิวหนัง) - ตอมผลิตน้ํามันและตอมเหงื่อจะหลั่งสารชวยทําใหผิวหนังมีคา pH 3-5 ซึ่งสามารถยับยั้ง การเจริญเติบโตของจุลินทรียหลายชนิดได - เหงื่อ น้ําตา และน้ําลายมีไลโซไซม (Lysozyme) ซึ่งสามารถทําลายแบคทีเรียบางชนิดได - ผิวหนังเปนแหลงที่อยูของแบคทีเรียและเชื้อราที่ไมกอใหเกิดโรค ซึ่งชวยปองกันไมใหแบคทีเรีย ที่กอใหเกิดโรคเขาไปในรางกายไดงาย - ผนังดานในของอวัยวะทางเดินอาหาร อวัยวะหายใจ และอวัยวะขับถาย (ปสสาวะ) ประกอบดวย เซลลที่สามารถสรางเมือก (Mucus) เพื่อดักจับจุลินทรียได รวมถึงกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารก็สามารถ ทําลายแบคทีเรียบางชนิดได 1.2 ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ (Nonspecific Immunity) - เม็ดเลือดขาว 3 ชนิด ที่เกี่ยวของกับระบบภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะ มีดังนี้ 1. นิวโทรฟล (Neutrophil) 2. แมโครฟาจ (Macrophage) 3. Natural Killer Cell (NK Cell) - การอักเสบ เกิดโดยการหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งจะทําใหเลือดไหลไปยังบริเวณที่ อักเสบมากขึ้น รวมทั้งหลอดเลือดฝอยบริเวณดังกลาวจะยอมใหสารตางๆ ผานเขาออกไดมากขึ้น - การเปนไข (Fever) จะไปกระตุนการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุมฟาโกไซต (Phagocyte) เพื่อไปยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรียนั้นๆ - อินเทอรเฟอรอน (Interferon) จะปองกันการติดเชื้อจากไวรัสโดยการทําลาย RNA ของ ไวรัสชนิดนั้นๆ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (26) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 26. แบคทีเรีย ฟาโกไซต Phagocyte บาดแผล ผิวหนัง ฟาโกไซตกําลังกินแบคทีเรีย ภาพการกินแบคทีเรียของเซลลเม็ดเลือดขาวกลุมฟาโกไซต 2. ภูมิคุมกันที่เกิดขึ้นหลังกําเนิด (Acquired Immunity) ภูมิคุมกันแบบจําเพาะ (Specific Immunity) - เปนการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุมลิมโฟไซต (Lymphocyte) โดยการสรางแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งเปนสารประเภทโปรตีนขึ้นมาตอตานเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม (Antigen) ที่เขาสูรางกาย - เม็ดเลือดขาวกลุมลิมโฟไซต (Lymphocyte) มีตัวรับอยูบริเวณเยื่อหุมเซลลซึ่งสามารถจดจําชนิด ของแอนติเจนไดและทําใหเกิดภูมิคุมกันแบบจําเพาะ - อวัยวะที่สงเสริมระบบภูมิคุมกันแบบจําเพาะประกอบดวย อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิ และอวัยวะ น้ําเหลืองทุติยภูมิ อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิ ทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดขาว ไดแก • ไขกระดูก (Bone Marrow) • ตอมไทมัส (Thymus) อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิ ทําหนาที่กรองแอนติเจน (จุลินทรียตางๆ เชน แบคทีเรีย) ไดแก • มาม (Spleen) • ตอมน้ําเหลือง (Lymph Node) • เนื้อเยื่อน้ําเหลืองที่เกี่ยวของกับการสรางเมือก (Mucosal-Associated Lymphoid Tissue ; MALT) ไดแก ตอมทอนซิล ไสติ่ง และกลุมเซลลฟอลลิเคิลในชั้นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยูดานใตของชั้นเนื้อเยื่อ สรางเมือก โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (27)
  • 27. คูหู...ดูโอ...เรื่องภูมิคุมกัน คูหู...ดูโอ...คูที่ 1 ไดแก แอนติเจน (Antigen) และ แอนติบอดี (Antibody) แอนติเจน (Antigen) คือ สารหรือสิ่งแปลกปลอมที่เขาสูหรือเกิดขึ้นในรางกาย แลวไปกระตุนการทํางานของ ระบบภูมิคุมกัน เชน ละอองเรณูของดอกไม แบคทีเรีย ไวรัส เซลลมะเร็ง แมแตวัคซีนที่ฉีดเขาไปในรางกายก็ถือวาเปน แอนติเจน...นะจา แอนติบอดี (Antibody) คือ โปรตีนที่เม็ดเลือดขาวสรางขึ้น ทําหนาที่ตอตานและทําลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เขาสูรางกาย คูหู...ดูโอ...คูที่ 2 ไดแก วัคซีน (Vaccine) และ เซรุม (Serum) วัคซีน (Vaccine) คือ เชื้อโรคที่ถูกทําใหออนกําลังหรือตายลง สารสกัดจากเชื้อโรครวมทั้งสารพิษซึ่งหมดสภาพ ความเปนพิษแลวที่ฉีดเขาไปในรางกายของคนหรือสัตวเพื่อกระตุนใหรางกายสรางแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาตอตาน เซรุม (Serum) คือ น้ําเลือดของสัตวที่มีแอนติบอดีเปนองคประกอบ ซึ่งฉีดเขาไปในรางกายเพื่อใหมีภูมิคุมกันทันที โดยจะใชสําหรับรักษาโรคบางชนิดที่อาการรุนแรงเฉียบพลัน ภูมิคุมกันแบบจําเพาะแบงออกเปน 2 ประเภท ตามแหลงที่มาของแอนติบอดี ไดแก 1. ภูมิคุมกันกอเอง หมายถึง ภูมิคุมกันที่เกิดจากรางกายสรางแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาเอง โดย เปนภูมิคุมกันระยะยาว ซึ่งถูกกระตุนจากปจจัยตอไปนี้ - การฉีดวัคซีนปองกันโรคตางๆ - การฉีกทอกซอยด (Toxoid) ปองกันโรคบางชนิด - การคลุกคลีหรือใกลชิดกับบุคคลที่เปนโรคนั้นๆ ประเภทของวัคซีน วัคซีนแบงออกเปน 3 ประเภท ตามวัตถุดิบ ดังนี้ 1) เชื้อโรคที่ตายแลว 2) เชื้อโรคที่ถูกทําใหออนฤทธิ์ลง 3) สารพิษจากเชื้อโรค (Toxoid) ซึ่งถูกทําใหหมดสภาพความเปนพิษแลว 2. ภูมิคุมกันรับมา หมายถึง ภูมิคุมกันที่เกิดจากรางกายรับแอนติบอดี (Antibody) จากภายนอกเขามา เพื่อตอตานเชื้อโรคที่เขาสูรางกายไดทันที และเปนภูมิคุมกันในระยะสั้น ตัวอยางภูมิคุมกันรับมา เชน - การฉีดเซรุมเพื่อรักษาโรคบางชนิด เชน เซรุมปองกันโรคพิษสุนัขบา - การดื่มน้ํานมแมของทารก - การไดรับภูมิคุมกันจากแมของทารกที่อยูในครรภ ความผิดปกติของระบบภูมิคุมกันในรางกาย เมื่อใดก็ตามที่ภาวะภูมิคุมกันมีนอยหรือมากเกินไป จะมีผล ทําใหรางกายเกิดโรคตางๆ ได ตัวอยางโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุมกันของรางกาย มีดังนี้ 1. โรคภูมิแพ (Allergy) สาเหตุ : เกิดจากปฏิกิริยาที่ผิดปกติของรางกายในการสราง Antibody เพื่อตอตาน Antigen ทําใหเกิดการแพสิ่งตางๆ ทั้งนี้โรคภูมิแพมักจะมีความเกี่ยวของกับพันธุกรรม ตัวอยางโรค : โรคภูมิแพละอองเกสรดอกไม ภูมิแพยา ภูมิแพสารเคมี ฯลฯ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (28) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 28. 2. โรคการสรางภูมิตานทานเนื้อเยื่อตนเอง (Autoimmune Disease) สาเหตุ : เกิดจากความผิดปกติในการสรางภูมิคุมกันที่ไมสามารถแยกแยะความแตกตางระหวาง เซลลของตนเองและสิ่งแปลกปลอมที่เขาสูรางกายออกจากกันได ตัวอยางโรค : โรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งเกิดจาก Antibody ไปจับและทําลายอวัยวะสวนใดสวนหนึ่ง ของรางกาย จึงทําใหเกิดการอักเสบของอวัยวะนั้น 3. เอดส (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) สาเหตุ : เกิดจากเชื้อไวรัส HIV (Human Immunodeficiency Virus) เขาไปทําลายเม็ดเลือดขาว ชนิดเซลลทีผูชวย (Helper T-cells) จึงทําใหภูมิคุมกันของรางกายบกพรอง ไมสามารถสราง Antibody เพื่อ ตอตานเชื้อโรคตางๆ ได ลักษณะพิเศษของไวรัส HIV 1. ทําลายเม็ดเลือดขาวชนิดเซลลทีผูชวย 2. เพิ่มจํานวนและกลายพันธุไดงาย 3. เจริญและเพิ่มจํานวนอยูในเซลลทีผูชวย โดยใชองคประกอบตางๆ ภายในเซลลของเซลลทีผูชวยใน การเพิ่มจํานวน 4. มีสารพันธุกรรมเปน RNA แตเมื่อเขาสูเซลลจะสรางสารพันธุกรรมในรูป DNA และแทรกเขาไป อยูใน DNA ของเซลล ระบบน้ําเหลือง (Lymphatic System) หนาที่ของระบบน้ําเหลือง 1. นําของเหลวที่อยูระหวางเซลลกลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด 2. ดูดซึมสารอาหารประเภทไขมันบริเวณลําไสเล็ก 3. เปนสวนหนึ่งของระบบภูมิคุมกันรางกาย สวนประกอบของระบบน้ําเหลือง ไดแก 1. น้ําเหลือง 2. หลอดน้ําเหลือง 3. อวัยวะน้ําเหลือง แบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิ ไดแก ไขกระดูก และตอมไทมัส 3.2 อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิ ไดแก มาม ตอมน้ําเหลือง และตอมทอนซิล 1. น้ําเหลือง (Lymph) คือ ของเหลวไมมีสีที่ซึมผานผนังหลอดเลือดฝอยออกมาอยูบริเวณชองวาง ระหวางเซลล ซึ่งของเหลวดังกลาวจะเคลื่อนที่เขาสูหลอดน้ําเหลืองตอไป น้ําเหลืองมีสวนประกอบคลายคลึง กับเลือด แตมีจํานวนและปริมาณโปรตีนนอยกวา รวมทั้งไมมีเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด ทิศทางของน้ําเหลือง น้ําเหลืองจะเขาสูหัวใจหองบนขวารวมกับเลือดเสียจากสวนตางๆ ของรางกาย ซึ่งการไหลเวียนของ น้ําเหลืองภายในหลอดน้ําเหลืองจะอาศัยการหดตัวของกลามเนื้อที่อยูรอบๆ โดยภายในหลอดน้ําเหลืองจะมีลิ้นกั้น เพื่อควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของน้ําเหลืองใหไปในทิศทางเดียวกัน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (29)
  • 29. ตอมทอนซิล ตอมไทมัส ตอมน้ําเหลือง หลอดน้ําเหลือง มาม ไขกระดูก ภาพระบบน้ําเหลืองของมนุษย 2. หลอดน้ําเหลือง (Lymphatic Vessels) หลอดน้ําเหลืองมีหลายขนาด เปนหลอดที่มีปลายดานหนึ่งตัน หลอดน้ําเหลืองบริเวณอก (Thoracic Duct) จะมีขนาดใหญที่สุด ทําหนาที่ลําเลียงน้ําเหลืองไปยังหลอดเลือดดําบริเวณไหปลารา (Subclavian Vein) เพื่อสงเขาสูหลอดเลือดดําใหญ (Vena Cava) ตอไป เซลลผนังหลอดน้ําเหลือง เซลล ชองเปดเขาสูหลอดน้ําเหลือง ของเหลวในชองวางระหวางเซลล ภาพโครงสรางหลอดน้ําเหลืองและทิศทางการไหลของน้ําเหลือง 3. อวัยวะน้ําเหลือง (Lymphoid Organs) แบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 3.1 อวัยวะน้ําเหลืองปฐมภูมิ ไดแก ไขกระดูก และตอมไทมัส 1. ไขกระดูก (Bone Marrow) เปนเนื้อเยื่อที่อยูในโพรงกระดูก ทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือด ขาวและเม็ดเลือดแดง รวมทั้งเกล็ดเลือดดวย 2. ตอมไทมัส (Thymus) เปนอวัยวะน้ําเหลืองที่เปนตอมไรทอ (สรางฮอรโมนได) อยูตรง ทรวงอกรอบหลอดเลือดเอออรตา (Aorta) ตอมไทมัสมีหนาที่ดังนี้ - สรางและพัฒนาเซลลเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต (Lymphocyte) : ลิมโฟไซตที่ไทมัสไม สามารถตอสูกับเชื้อโรคที่เขาสูรางกายได แตเมื่อโตเต็มที่จะเขาสูระบบหมุนเวียนเลือดเพื่อไปยังอวัยวะน้ําเหลือง อื่นๆ และสามารถตอสูกับเชื้อโรคได วิทยาศาสตร ชีววิทยา (30) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 30. 3.2 อวัยวะน้ําเหลืองทุติยภูมิ ไดแก มาม ตอมน้ําเหลือง และตอมทอนซิล 1. มาม (Spleen) เปนอวัยวะน้ําเหลืองที่มีขนาดใหญที่สุด มีลักษณะนุม สีมวง อยูในชองทอง ดานซายใตกะบังลมติดกับดานหลังของกระเพาะอาหาร ภายในมามมีแมโครฟาจ (Macrophage) และเม็ดเลือดแดง อยูเปนจํานวนมาก ตอมไทมัส มาม ภาพตอมไทมัสและมามของคน มามมีหนาที่ดังนี้ - กรองจุลินทรีย (แบคทีเรีย) และสิ่งแปลกปลอมออกจากเลือด - สรางและทําลายเซลลเม็ดเลือดขาว - ทําลายเซลลเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแลว - เปนอวัยวะเก็บสํารองเลือดไวใชในยามฉุกเฉิน เชน ภาวะที่รางกายสูญเสียเลือดมาก 2. ตอมน้ําเหลือง (Lymph Node) มีลักษณะคอนขางกลม มีหลากหลายขนาด กระจายตัวอยู ภายในหลอดน้ําเหลืองทั่วรางกาย พบมากตามบริเวณคอ รักแร และขาหนีบ เปนตน ซึ่งภายในตอมน้ําเหลือง จะพบเซลลเม็ดเลือดขาวอยูรวมกันเปนกระจุก มีลักษณะคลายฟองน้ํา ตอมน้ําเหลืองมีหนาที่ดังนี้ - กรองเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมออกจากน้ําเหลือง - ทําลายแบคทีเรียและไวรัส 3. ตอมทอนซิล (Tonsils) มีหนาที่ปกปองไมใหเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเขาสูหลอดอาหาร และกลองเสียง ซึ่งมีอยู 3 บริเวณ ดังนี้ 3.1 ตอมทอนซิลบริเวณเพดานปาก 3.2 ตอมทอนซิลบริเวณคอหอย 3.3 ตอมทอนซิลบริเวณลิ้น ทอนซิลที่เพดานปาก ทอนซิลบริเวณคอหอย ทอนซิลที่โคนลิ้น ภาพตอมทอนซิล โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (31)
  • 31. การแบงเซลล ความรูและคําศัพทพื้นฐานที่ควรรูกอนเรียนเรื่องการแบงเซลล 1. เซลลในรางกายของเราแบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1.1 เซลลรางกาย (Somatic Cell) 1.2 เซลลสืบพันธุ (Sex Cell) 2. โครโมโซมในเซลลแตละประเภท แบงออกเปน 2 ชนิด ดังนี้ 2.1 โครโมโซมรางกาย หรือออโตโซม (Autosome) 2.2 โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) 3. เซลลที่มีโครโมโซม 2 ชุด เรียกวา ดิพลอยดเซลล (Diploid Cell) 4. เซลลที่มีโครโมโซม 1 ชุด เรียกวา แฮพลอยดเซลล (Haploid Cell) 5. เซลลเริ่มตนในการแบงเซลล เรียกวา เซลลแม 6. เซลลใหมที่เกิดจากการแบงเซลล เรียกวา เซลลลูก 7. การแบงเซลลประกอบดวย 2 ขั้นตอน ตามลําดับดังนี้ 7.1 การแบงนิวเคลียส (Karyokinesis) 7.2 การแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) 8. คําศัพทที่ควรรู 8.1 โครมาทิน (Chromatin) 8.2 เซนโทรเมียร (Centromere) 8.3 โครมาทิด (Chromatid) 8.4 โครโมโซม (Chromosome) 8.5 โฮโมโลกัสโครโมโซม (Homologous Chromosome) วัฏจักรของเซลล (Cell Cycle) วัฏจักรของเซลล คือ วงจรการเจริญเติบโตและการแบงเซลลเพื่อสรางเซลลรุนใหมขึ้นมาทดแทนเซลล รุนเกาที่หมดอายุขัยหรือเสียหายไป ซึ่งพบในการแบงเซลลแบบไมโทซิสเทานั้น วัฏจักรของเซลลประกอบดวย 3 ระยะใหญ ไดแก 1. ระยะอินเตอรเฟส (Interphase) มี 3 ระยะยอยตามลําดับ ดังนี้ 1.2 S 1.3 G2 1.1 G1 2. ระยะไมโทซิส (Mitosis) มี 4 ระยะยอยตามลําดับ ดังนี้ 2.1 โพรเฟส (Prophase) 2.2 เมทาเฟส (Metaphase) 2.3 แอนาเฟส (Anaphase) 2.4 เทโลเฟส (Telophase) 3. ระยะแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) ภาพวัฏจักรของเซลล วิทยาศาสตร ชีววิทยา (32) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 32. วัฏจักรของเซลลสัตว (การแบงเซลลแบบไมโทซิสของเซลลสัตว) นิวคลีโอลัส เซนทริโอล โครมาทิน เยื่อหุมนิวเคลียส ระยะอินเตอรเฟส - โครมาทิน (แตละหนวย) จําลองตัวเองขึ้นมาอีก 1 copy ทําใหโครมาทินแตละหนวยประกอบดวย 2 โครมาทิด - เซนทริโอล (ในเซลลสัตว) จําลองตัวเองขึ้นมาอีก 1 คู เสนใยสปนเดิล โพรเฟส - โครมาทินขดสั้น อัดแนน เห็นเปนแทงชัดเจน เรียกวา โครโมโซม - เยื่อหุมนิวเคลียส และนิวคลีโอลัสสลายไป ไมปรากฏใหเห็น - เซนทริโอลเคลื่อนที่ออกจากกันเพื่อไปยังขั้วเซลล และมีการสรางเสนใยสปนเดิล เมทาเฟส - โครโมโซมแตละแทงมาเรียงตัวในแนวกึ่งกลางเซลล โดยมีเสนใยสปนเดิลยึดจับตรงตําแหนงเซนโทรเมียร ของโครโมโซม แอนาเฟส - โครมาทิดของโครโมโซมแตละแทงถูกเสนใยสปนเดิลดึงใหแยกออกจากกันเพื่อไปยังขั้วเซลล โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (33)
  • 33. เทโลเฟส - เยื่อหุมเซลล (สัตว) จะคอดเขาหากัน - เยื่อหุมนิวเคลียสปรากฏใหเห็น ระยะแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) - การแบงเซลลเสร็จสมบูรณ โดยเกิด 2 เซลลลูก ตอ 1 เซลลแม และจํานวนโครโมโซมในเซลลลูก เทากับเซลลแม ซึ่งโครโมโซมจะคลายตัวกลายเปนเสนใยโครมาทินดังเดิม ภาพวัฏจักรของเซลลพืช (การแบงเซลลแบบไมโทซิสของเซลลพืช) การแบงเซลลแบบไมโอซิส (Meiosis) การแบงแบบไมโอซิสมีวัตถุประสงคเพื่อลดจํานวนโครโมโซมของเซลลใหมที่จะเกิดขึ้นใหเหลือเปนครึ่งหนึ่ง ของจํานวนโครโมโซมในเซลลเริ่มตน ในสัตวจะพบการแบงเซลลแบบไมโอซิสที่อัณฑะและรังไข สวนในพืชดอก จะพบการแบงเซลลแบบไมโอซิสที่อับเรณูและรังไข การแบงเซลลแบบไมโอซิสมีการแบงนิวเคลียส 2 ครั้งตอเนื่องกัน คือ ไมโอซิส I และ ไมโอซิส II ไมโอซิส I เปนขั้นตอนของการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม (ยีน) ระหวางโฮโมโลกัสโครโมโซม (Homologous Chromosome) และในระยะทายสุดของไมโอซิส I จะไดเซลลลูก 2 เซลล ตอ 1 เซลลแม ซึ่ง จํานวนโครโมโซมในเซลลลูกจะลดลงเหลือเปนครึ่งหนึ่งของจํานวนโครโมโซมในเซลลแม ไมโอซิส II เปนขั้นตอนตอเนื่องจากไมโอซิส I โดยเซลลลูกที่เกิดขึ้นในระยะไมโอซิส I จะเขาสูการแบง นิวเคลียสครั้งที่ 2 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสและโครโมโซมในระยะนี้จะคลายคลึงกับการแบงเซลลแบบ ไมโทซิส แตตางกันตรงที่โครโมโซมในแตละเซลลจะไมมีคูเหมือน (Homologous) อยู และเมื่อสิ้นสุดการแบงเซลล ในระยะไมโอซิส II จะไดเซลลลูกทั้งหมด 4 เซลล วิทยาศาสตร ชีววิทยา (34) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 34. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (35) แอนาเฟส และ เทโลเฟส เมทาเฟส 1 โครโมโซมประกอบดวย 2 โครมาทิด โพรเฟส เซลลลูก การจําลองตัวเอง ของโครโมโซม การแบงเซลลแบบไมโทซิส และไมโอซิสของเซลลสัตว โครโมโซมมาเรียงตัวกัน ในแนวกึ่งกลางเซลล เซลลลูก ที่เกิดขึ้น ในไมโอซิส I ไคแอสมา โพรเฟส I แอนาเฟส I และ เทโลเฟส I เมทาเฟส I โฮโมโลกัสโครโมโซมมาเขาคูกัน เซลลลูกที่เกิดขึ้นในไมโอซิส II โฮโมโลกัสโครโมโซม มาเรียงตัวกัน ในแนวกึ่งกลางเซลล การจําลองตัวเอง ของโครโมโซม ลักษณะของเซลลแมกอนที่จะมีการ จําลองตัวเองของโครโมโซม
  • 35. ไมโอซิส I ไมโอซิส II Spermatocyte (Diploid) Spermatids (Haploid) Sperm Cells (Haploid) ภาพการแบงเซลลแบบไมโอซิสเพื่อสรางอสุจิของสัตว ตารางเปรียบเทียบการแบงเซลลแบบไมโทซิสและไมโอซิส 1. 2. 3. 4. 5. 6. ลักษณะเปรียบเทียบ วัตถุประสงคของการแบง จํานวนครั้งในการแบงนิวเคลียส จํานวนเซลลลูกที่ไดตอ 1 เซลลแม จํานวนโครโมโซมในนิวเคลียสของ เซลลลูก ขอมูลทางพันธุกรรมของเซลลลูก ตัวอยางแหลงที่พบ ไมโทซิส เพื่อเพิ่มจํานวนเซลล 1 ครั้ง 2 เซลล เทาเซลลแม เหมือนกับเซลลแมทุกประการ ผิวหนัง, กระเพาะอาหาร, ไขกระดูก, บริเวณปลายยอด และปลายรากของพืช วิทยาศาสตร ชีววิทยา (36) _______________________ ไมโอซิส เพื่อลดจํานวนโครโมโซม 2 ครั้ง 4 เซลล เปน 1 ของเซลลแม 2 แตกตางจากเซลลแม อัณฑะ, รังไขของคน, อับเรณู และรังไขของพืชดอก โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 36. การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ดังนี้ ความรูพื้นฐานในการเรียนเรื่องการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. เซลลที่เปนสวนประกอบของสิ่งมีชีวิตจําพวกยูคาริโอตสามารถแบงออกเปน 2 ประเภท ตามหนาที่ 1. เซลลรางกาย (Somatic Cells) หมายถึง เซลลที่เปนสวนประกอบของเนื้อเยื่อและอวัยวะตางๆ ภายในรางกาย (ยกเวนเซลลสืบพันธุ) เชน เซลลหัวใจ เซลลตับ เซลลเม็ดเลือดขาว เปนตน ซึ่งโดยทั่วไปเปน เซลลที่มีจํานวนโครโมโซมภายในนิวเคลียสเทากับ 2n (2 ชุดโครโมโซม) 2. เซลลสืบพันธุ (Sex Cells) หมายถึง เซลลที่จะเกิดการปฏิสนธิในกระบวนการสืบพันธุ เชน อสุจิ (Sperm) ไข (Egg Cell) เปนตน ซึ่งเปนเซลลที่มีจํานวนโครโมโซมเปนครึ่งหนึ่งของจํานวนโครโมโซมในเซลล รางกายของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ หรือกลาวอีกนัยหนึ่งวา มีโครโมโซมเทากับ n (1 ชุดโครโมโซม) 2. โครโมโซม 2.1 รูปราง ลักษณะ และจํานวนโครโมโซม โครโมโซมของเซลลที่ยังไมมีการแบงเซลล จะมีลักษณะเปนเสนเล็กยาวขดพันกันอยูภายใน นิวเคลียส เรียกวา โครมาทิน (Chromatin) โครโมโซมของเซลลที่กําลังแบงตัว จะมีลักษณะขดสั้น อัดแนน เห็นเปนแทงชัดเจน สิ่งมีชีวิตที่มีโครโมโซม 2 ชุด เรียกวา ดิพลอยด (Diploid) เชน คน โดยโครโมโซมชุดหนึ่ง ไดรับมาจากพอ อีกชุดหนึ่งไดรับมาจากแม ซึ่งเมื่อมีการแบงเซลลแบบไมโอซิส โครโมโซมที่เปนคูเหมือน (Homologous Chromosome) จะมาเขาคูกัน เกิดการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมซึ่งกันและกัน แลวแยกออกจากกัน ไปยังเซลลลูกที่ถูกสรางขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นการแบงเซลลแบบไมโอซิสโครโมโซมในเซลลลูกจะเหลือเปนครึ่งหนึ่งของ เซลลแม เรียกวา แฮพลอยด (Haploid) 2.2 สวนประกอบของโครโมโซม โครโมโซม หมายถึง โครงสรางที่อยูภายในนิวเคลียสประกอบดวย DNA และโปรตีน เซนโทรเมียร (Centromere) นิวคลีโอโซม (Nucleosome) DNA โปรตีน ซิสเตอร โครมาทิด (Sister Chromatids) ภาพโครงสรางของโครโมโซม โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (37)
  • 37. โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตจําพวกยูคาริโอต (สิ่งมีชีวิตที่เซลลมีนิวเคลียส) โครโมโซมจะประกอบดวย DNA 1 ใน 3 และอีก 2 ใน 3 เปนโปรตีน ซึ่งประกอบดวยฮิสโตนโปรตีน (Histone Protein) และนอนฮิสโตนโปรตีน (Non-Histone Protein) นิวคลีโอโซม (Nucleosome) คือ โครงสรางของโครโมโซมที่มีลักษณะคลายเม็ดลูกปด ประกอบดวยโปรตีนฮิสโตน 8 โมเลกุล พันรอบดวยสายเกลียวของ DNA ยาวประมาณ 150 คูเบส โครโมโซมของสิ่งมีชีวิตจําพวกโพรคาริโอต (แบคทีเรีย) มีจํานวนโครโมโซมชุดเดียว และมีเพียง โครโมโซมเดียวเปนรูปวงแหวน ลอยอยูในไซโทพลาซึม ประกอบดวย DNA 1 โมเลกุล และไมมีฮิสโตนเปน องคประกอบ จีโนม (Genome) หมายถึง สารพันธุกรรมทั้งหมดของโครโมโซม 1 ชุด ของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งๆ 2.3 โครโมโซมที่อยูในเซลลแตละประเภท แบงออกเปน 2 ชนิด ตามบทบาทหนาที่ ดังนี้ 1. โครโมโซมรางกาย หรือ ออโตโซม (Autosome) เปนโครโมโซมที่เกี่ยวของกับการควบคุม ลักษณะทั่วไปของรางกายซึ่งไมเกี่ยวของกับเพศ 2. โครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) เปนโครโมโซมที่กําหนดเพศ และเกี่ยวของกับการ ควบคุมลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับเพศ มนุษยมีโครโมโซมทั้งหมด 46 แทง (2n = 46) หรือ 23 คู โดย 44 แทงแรก (22 คูแรก) เปน ออโตโซม และ 2 แทงสุดทาย (คูสุดทาย) เปนโครโมโซมเพศ เพศชายและเพศหญิงมีจํานวนโครโมโซมเทากันแตไม เหมือนกัน ดังนี้ เพศชายมีโครโมโซม 46 แทง เปนแบบ 44 + XY หรือ 46, XY เพศหญิงมีโครโมโซม 46 แทง เปนแบบ 44 + XX หรือ 46, XX 3. องคประกอบทางเคมีของ DNA ภาพโครงสรางของ DNA วิทยาศาสตร ชีววิทยา (38) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 38. DNA ทําหนาที่เปนสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และบางสวนของ DNA แตละโมเลกุลทําหนาที่เปนยีน (Gene) คือ สามารถควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได DNA เปนกรดนิวคลีอิกชนิดหนึ่ง มีโครงสรางเปนพอลิเมอร (Polymer) สายยาวประกอบดวยมอนอเมอร (Monomer) ที่เรียกวา นิวคลีโอไทด ซึ่งแตละนิวคลีโอไทดของดีเอ็นเอ ประกอบดวยสาร 3 ชนิด ดังตอไปนี้ pentose sugar ภาพองคประกอบของนิวคลีโอไทด 1. น้ําตาลเพนโทส (Pentose) ที่มีชื่อวา น้ําตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose) 2. ไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous Base) มีโครงสรางเปนวงแหวน (Ring) แบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 เบสเพียวรีน (Purine) มี 2 ชนิด คือ กวานีน(Guanine) และอะดีนีน (Adenine) 2.2 เบสไพริมิดีน (Pyrimidine) มี 2 ชนิด คือ ไซโทซีน (Cytosine) และไทมีน (Thymine) 3. หมูฟอสเฟต ( PO 3- ) 4 พอลินิวคลีโอไทด หรือ กรดนิวคลิอิก เบสไพริมิดีน เบสเพียวรีน นิวคลีโอไทด องคประกอบของนิวคลีโอไซด ภาพพอลินิวคลีโอไทดของ DNA โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (39)
  • 39. จากภาพพอลินิวคลีโอไทดของ DNA จะไดวา การเชื่อมตอกันของนิวคลีโอไทดแตละโมเลกุลใน DNA เกิดจากการสรางพันธะโคเวเลนซ ระหวางหมูฟอสเฟตของนิวคลีโอไทดหนึ่งกับหมูไฮดรอกซิลซึ่งอยูที่คารบอนตําแหนงที่ 3 ของโมเลกุลน้ําตาลในอีก นิวคลีโอไทดหนึ่ง การเรียกตําแหนงปลายของพอลินิวคลีโอไทดแตละสายของ DNA มีรายละเอียดดังนี้ • เรียกปลายดานที่มีหมูฟอสเฟตซึ่งเกาะอยูกับน้ําตาลดีออกซีไรโบสตรงคารบอนตําแหนงที่ 5 วา ปลาย 5' (5 ไพรม) • เรียกปลายดานที่มีหมูไฮดรอกซิลตรงคารบอนตําแหนงที่ 3 ของน้ําตาลดีออกซีไรโบสวา ปลาย 3' (3 ไพรม) รูไว...Hiso Hiso 1 : กรดนิวคลีอิก (Nucleic Acid) มี 2 ชนิด ไดแก 1. RNA (RiboNucleic Acid) 2. DNA (DeoxyriboNucleic Acid) Hiso 2 : หนวยยอย (Monomer) ของกรดนิวคลีอิกคือ นิวคลีโอไทด (Nucleotide) Hiso 3 : ตารางเปรียบเทียบองคประกอบของ RNA nucleotide และ DNA nucleotide ชนิดของนิวคลีโอไทด RNA nucleotide องคประกอบของนิวคลีโอไทด 1. หมูฟอสเฟต 2. ไนโตรจีนัสเบส 3. น้ําตาลคารบอน 5 อะตอม (เพนโทส) DNA nucleotide หมายเหตุ PO 34 A, U, C, G Ribose sugar (C5H10O5) PO 34 A, T, C, G Deoxyribose sugar (C5H10O4) เหมือนกัน ตางกัน ตางชนิดกัน Hiso 4 : ไนโตรจีนัสเบสที่เปนองคประกอบของนิวคลีโอไทด 1 โมเลกุล มีเพียง 1 ชนิดเทานั้น หมายความวา 1 นิวคลีโอไทด : 1 ไนโตรจีนัสเบส Hiso 5 : เบสทั้ง 4 ชนิดที่พบในสายเกลียวคู DNA จะอยูกันเปนคูๆ โดยมีพันธะไฮโดรเจนยึดเหนี่ยวกันไว ดังนี้ A คู T ยึดกันดวย 2 พันธะไฮโดรเจน A T C คู G ยึดกันดวย 3 พันธะไฮโดรเจน C G พันธะไฮโดรเจน Hiso 6 : น้ําตาลไรโบสที่พบใน RNA และน้ําตาลดีออกซีไรโบสที่พบใน DNA เปนน้ําตาลที่มีคารบอน 5 อะตอม แตตางกันที่โครงสราง ดังภาพดานลางจา... วิทยาศาสตร ชีววิทยา (40) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 40. Hiso 7 : ถาเปรียบสายเกลียวคูของ DNA เปนบันไดเวียน จะไดวา คูเบส (complementary basepair) = ขั้นบันได หมูฟอสเฟตและน้ําตาล = ราวบันได Hiso 8 : ลําดับของเบสบนสาย DNA จะเปนตัวกําหนดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแตละชนิด ดังนั้น ลักษณะที่แตกตางกันของสิ่งมีชีวิตเกิดจากลําดับหรือการเรียงตัวของเบสบนสาย DNA ตางกันนั่นเอง คําศัพทที่เกี่ยวของกับการศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. เซลลสืบพันธุ (Gamete) หมายถึง อสุจิ (Sperm) เซลลไข (Egg Cell) และรวมถึงโครงสรางอื่นๆ ที่ ทําหนาที่เชนเดียวกันซึ่งจะพบในพืช 2. ยีน (Gene) หมายถึง หนวยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมตางๆ ของสิ่งมีชีวิตซึ่งอยูเปนคู และจะ ถายทอดจากพอแมไปสูลูก โดยในทางพันธุศาสตรไดมีการกําหนดสัญลักษณแทนยีนไวหลายแบบ แตที่นิยมใช คือ อักษรภาษาอังกฤษชนิดตัวพิมพ เชน อักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพใหญ แทน ยีนเดน และตัวพิมพเล็ก แทน ยีนดอย 3. แอลลีล (Allele) หมายถึง แบบของยีนแตละยีนที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม เชน ยีนเอ เปนยีนควบคุมลักษณะผิวของคน ซึ่งมีอยู 2 แบบ คือ A และ a (กลาวไดวายีนเอมี 2 แอลลีล) โดยแอลลีล A ควบคุมผิวปกติ และแอลลีล a ควบคุมผิวเผือก ยีนไอ เปนยีนควบคุมหมูเลือดระบบ ABO ซึ่งมีอยู 3 แบบ คือ IA, IB และ i (กลาวไดวายีนไอมี 3 แอลลีล) 4. โฮโมไซกัสยีน (Homozygous Gene) หมายถึง คูของยีนที่เหมือนกันอยูในตําแหนงเดียวกันบน โฮโมโลกัสโครโมโซมเพื่อควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เชน TT, tt, IAIA เปนตน โฮโมไซกัสยีน เรียกอีกอยางหนึ่งวา พันธุแท โฮโมไซกัสยีน แบงออกเปน 2 แบบ ดังนี้ 4.1 โฮโมไซกัส โดมิแนนท (Homozygous Dominance) หมายถึง คูของยีนเดนที่เหมือนกันอยู ดวยกัน หรือเรียกวา เปนพันธุแทของลักษณะเดน เชน AA, TT เปนตัน 4.2 โฮโมไซกัส รีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) หมายถึง คูของยีนดอยที่เหมือนกันอยูดวยกัน หรือเรียกวา เปนพันธุแทของลักษณะดอย เชน aa, tt เปนตน 5. เฮเทอโรไซกัสยีน (Heterozygous Gene) หมายถึง คูของยีนที่ตางกันอยูในตําแหนงเดียวกันบน โฮโมโลกัสโครโมโซมเพื่อควบคุมลักษณะของสิ่งมีชีวิต เชน Tt, Rr, IAi IAIB เปนตน เฮเทอโรไซกัสยีน เรียกอีก อยางหนึ่งวา พันธุทาง 6. ลักษณะเดน (Dominance หรือ Dominant Trait) หมายถึง ลักษณะที่แสดงออกมาเมื่อมีแอลลีล เดนเพียง 1 แอลลีล ซึ่งจะพบในเฮเทอโรไซกัส หรือเมื่อมีแอลลีลเดน 2 แอลลีล ซึ่งจะพบในโฮโมไซกัสโดมิแนนท (Homozygous Dominance) 7. ลักษณะดอย (Recessive Trait) หมายถึง ลักษณะที่ถูกขมเมื่ออยูในรูปของเฮเทอโรไซกัส แตจะ แสดงออกเมื่ออยูในรูปของโฮโมไซกัสรีเซสซีฟ (Homozygous Recessive) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (41)
  • 41. 8. ฟโนไทป (Phenotype) หมายถึง ลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเกตไดดวยประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง) เชน สีของดอกถั่ว สีผิวของคน จํานวนชั้นของหนังตา ลักษณะของเสนผม หมูเลือด กลิ่นของดอกกุหลาบ รสขมของบอระเพ็ด เปนตน 9. จีโนไทป (Genotype) หมายถึง รูปแบบของคูยีน (คูแอลลีล) หรือกลุมยีนที่ควบคุมฟโนไทปตางๆ เชน จีโนไทปที่ควบคุมความยาวของลําตนถั่วมีได 3 แบบ ไดแก TT, Tt, และ tt ยีน (Gene) ยีน คือ สวนของโมเลกุลดีเอ็นเอ (DNA) ทําหนาที่เปนหนวยควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต เนื่องจาก DNA เปนสวนประกอบของโครโมโซม ดังนั้นยีนจึงมีตําแหนงอยูบนโครโมโซม จํานวนโครโมโซมของ สิ่งมีชีวิตสวนใหญจะเปนจํานวนคู และมีคูเหมือน (Homologous) ดังนั้นยีนจึงอยูกันเปนคูๆ บนโครโมโซมที่เปน คูเหมือน (Homologous Chromosome) ภาพคูยีนที่อยูบนโครโมโซมคูเหมือน (Homologous Chromosome) สาย DNA การถอดรหัส การแปลรหัส พอลิเพปไทด โคดอน (Codon) กรดอะมิโน ภาพการทํางานของยีน วิทยาศาสตร ชีววิทยา (42) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 42. การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ภาพวงจรชีวิตของมนุษย กฎของเมนเดล เมนเดลทําการศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต จนสามารถสรุปเปนกฎ (Law) ที่ใช อธิบายกระบวนการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได 2 ขอ ดังนี้ กฎขอที่ 1 กฎแหงการแยกตัว (Law of Segregation) กฎแหงการแยกตัว มีใจความสําคัญสรุปไดดังนี้ ยีนที่อยูกันเปนคูจะแยกออกจากกันในระหวางกระบวนการ สรางเซลลสืบพันธุ (เกิดขึ้นในระยะแอนาเฟส I ของไมโอซิส) จึงทําใหเซลลสืบพันธุแตละเซลลมียีนควบคุม ลักษณะนั้นๆ เพียง 1 หนวย ซึ่งจะกลับมาเขาคูกันอีกเมื่อเซลลสืบพันธุมาปฏิสนธิกัน กฎขอที่ 2 กฎแหงการรวมกลุมอยางอิสระ (Law of Independent Assortment) กฎแหงการรวมกลุมอยางอิสระ มีใจความสําคัญสรุปไดดังนี้ เซลลสืบพันธุเพศผูและเพศเมียจะมีการ รวมกลุมของยีนที่ควบคุมลักษณะตางๆ อยางอิสระ จึงทําใหสามารถทํานายผลที่จะเกิดขึ้นในรุนลูกรุนหลานได โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (43)
  • 43. ระดับการแสดงลักษณะเดน 1. ลักษณะเดนสมบูรณ (Complete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะเดนที่เกิดจาก การที่ยีนเดนสามารถขมการแสดงออกของยีนดอยได 100% ทําใหจีโนไทปที่เปนโฮโมไซกัสยีนของลักษณะเดน (Homozygous Dominance) และเฮเทอโรไซกัสยีน มีการแสดงออกของฟโนไทปที่เหมือนกัน เชน TT และ Tt ควบคุมลักษณะถั่วตนสูงเหมือนกัน เปนตน รุนพอแม (รุน P) ดอกสีมวง (WW) ดอกสีขาว (ww) รุนลูก (รุน F1) ดอกสีมวง ดอกสีมวง ดอกสีมวง ดอกสีมวง ภาพการถายทอดลักษณะเดนแบบสมบูรณ 2. ลักษณะเดนไมสมบูรณ (Incomplete Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะเดนเปนไป ไมเต็ม 100% ทั้งนี้เกิดจากการทํางานของยีนเดนรวมกับยีนดอย เพราะยีนเดนไมสามารถขมการแสดงออกของ ยีนดอยได 100% จึงทําใหจีโนไทปที่เปนเฮเทอโรไซกัสมีลักษณะคอนไปทางโฮโมไซกัสของลักษณะเดน เชน ดอกลิ้นมังกร สีชมพู ที่เกิดจากการผสมพันธุระหวางดอกลิ้นมังกรสีแดงและดอกลิ้นมังกรสีขาว เปนตน RR (ดอกสีแดง) Rr (ดอกสีชมพู) rr (ดอกสีขาว) ภาพการถายทอดลักษณะเดนแบบไมสมบูรณ 3. ลักษณะเดนรวมกัน (Co-Dominance) หมายถึง การแสดงออกของลักษณะใดลักษณะหนึ่งของ สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทํางานรวมกันของยีนที่ควบคุมลักษณะเดนทั้งคู เนื่องจากไมสามารถขมกันและกันได เชน หมูเลือด AB ในคน ที่ถูกควบคุมโดยจีโนไทป IAIB เปนตน วิทยาศาสตร ชีววิทยา (44) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 44. มัลติเปลแอลลีล (Multiple Allele) มัลติเปลแอลลีล คือ ยีนที่มีแอลลีลมากกวา 2 แบบขึ้นไป ซึ่งควบคุมลักษณะพันธุกรรมเดียวกัน ตัวอยางเชน หมูเลือดระบบ ABO มียีนควบคุมอยู 3 แอลลีล หมูเลือดระบบ ABO แอลลีล (Allele) ที่ควบคุมการแสดงออกของหมูเลือดระบบ ABO มีทั้งหมด 3 แบบ ดังนี้ IA, IB, และ i ซึ่งหนาที่ของแอลลีลแตละแบบ คือ ควบคุมการสรางแอนติเจนที่เยื่อหุมเซลลเม็ดเลือดแดง ดังนี้ แอลลีล IA ควบคุมการสรางแอนติเจน A แอลลีล IB ควบคุมการสรางแอนติเจน B แอลลีล i ควบคุมไมใหมีการสรางแอนติเจนทั้ง 2 ชนิด แอลลีล i เปนแอลลีลดอย สวนแอลลีล IA และ IB เปนแอลลีลเดน ซึ่งแอลลีลเดนทั้ง 2 แบบ สามารถ ขมแอลลีล i ไมใหแสดงออกได แตไมสามารถขมซึ่งกันและกันได และจากที่กลาวมาขางตนแลววา ยีนที่ควบคุม การแสดงออกของหมูเลือดระบบ ABO จะอยูกันเปนคู ซึ่งรูปแบบของคูยีน (จีโนไทป) มีทั้งหมดดังนี้ จีโนไทป 1. IAIA 2. IAi 3. IBIB 4. IBi 5. IAIB 6. ii ผลที่เกิดขึ้นกับเซลลเม็ดเลือดแดง มีการสรางแอนติเจน A ที่ผิวเม็ดเลือดแดง มีการสรางแอนติเจน A ที่ผิวเม็ดเลือดแดง มีการสรางแอนติเจน B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง มีการสรางแอนติเจน B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง มีการสรางทั้งแอนติเจน A และ แอนติเจน B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง ไมมีการสรางแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง ชนิดหมูเลือด (ฟโนไทป) หมูเลือด A หมูเลือด A หมูเลือด B หมูเลือด B หมูเลือด AB หมูเลือด O จากตารางจะเห็นวา ชนิดหมูเลือดจะตรงกับชนิดของแอนติเจนที่ถูกสรางขึ้นที่ผิวเม็ดเลือดแดง กลาวคือ บุคคลที่มีหมู A จะมีแอนติเจน A ที่ผิวเม็ดเลือดแดง บุคคลที่มีเลือดหมู AB จะมีทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B ที่ผิวเม็ดเลือดแดง สวนบุคคลที่มีหมูเลือด O ไมมีแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง จากการศึกษาพบวาในพลาสมา (น้ําเลือด) มีแอนติบอดี (Antibody) ที่จําเพาะตอหมูเลือด ซึ่งมีอยู 2 ชนิด คือ แอนติบอดี A และแอนติบอดี B โดยชนิดของแอนติบอดีในพลาสมาของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะตรงขามกับ ชนิดของแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง เชน บุคคลที่มีเลือดหมู A จะมีแอนติเจน A ที่ผิวเม็ดเลือดแดง และมี แอนติบอดี B ในพลาสมา สวนบุคคลที่มีหมูเลือด O ไมมีแอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง แตมีแอนติบอดี A และ แอนติบอดี B ในพลาสมา โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (45)
  • 45. ตารางแสดงความสัมพันธระหวางหมูเลือด แอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง และแอนติบอดีในพลาสมา ของหมูเลือดระบบ ABO หมูเลือด A B AB O แอนติเจนที่ผิวเม็ดเลือดแดง A B A และ B ไมมี แอนติบอดีในพลาสมา B A ไมมี A และ B ตารางชนิดของแอนติเจนและแอนติบอดีของแตละหมูเลือดในระบบ ABO (เม็ดเลือดแดง) (น้ําเลือด) (หมูเลือด) A B AB O การใหเลือด บุคคลที่เกี่ยวของกับการใหเลือด คือ ผูให (เลือด) และผูรับ (เลือด) ซึ่งในการใหเลือด ผูที่มีความเสี่ยงตอชีวิต คือ ผูรับ เพราะถาเลือดของผูรับไมสามารถเขากับเลือดของผูใหไดจะทําใหเซลลเม็ดเลือดแดงของผูรับจับตัวกัน เปนกลุมแลวตกตะกอนอุดตันหลอดเลือด ซึ่งจะนําไปสูการเสียชีวิตไดในที่สุด ดังนั้นผูใหและผูรับควรมีเลือดหมู เดียวกันจึงจะปลอดภัยที่สุด หลักการสําคัญในการใหและรับเลือดอยางปลอดภัย คือ แอนติเจน (Antigen) ของผูใหตองไมตรงกับ แอนติบอดี (Antibody) ของผูรับ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (46) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 46. ตารางแสดงหมูเลือดของผูใหและผูรับที่สามารถใหและรับเลือดกันได โดยไมเกิดอันตราย หมูเลือดของผูให หมูเลือดของผูรับ A B AB O A B AB O หมายเหตุ : หมายถึง ใหและรับเลือดกันได หมายถึง ใหและรับเลือดกันไมได พอลิยีน (Polygene) พอลิยีน คือ กลุมของยีนหรือยีนหลายๆ คู ที่อยูบนโครโมโซมคูเดียวกัน หรือตางคูกัน (ก็ได) ทําหนาที่ รวมกันในการควบคุมลักษณะพันธุกรรมหนึ่งๆ ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเปนลักษณะที่ไมสามารถสังเกตเห็นความแตกตาง ไดอยางชัดเจน เชน ลักษณะสีผิวของคน ความสูง สติปญญา โดยการแสดงออกของลักษณะเหลานี้จะขึ้นอยูกับ อิทธิพลของสิ่งแวดลอมดวย ตัวอยางพอลิยีน มีดังนี้ การถายทอดลักษณะสีของเมล็ดขาวสาลี แบงออกเปน 2 กรณี ดังนี้ 1. กรณีถูกควบคุมโดยยีน 2 ตําแหนง A, B ควบคุมเมล็ดสีแดง (Red) a, b ควบคุมเมล็ดสีขาว (White) 2. กรณีที่ถูกควบคุมโดยยีน 3 ตําแหนง A, B, C ควบคุมเมล็ดสีแดง (Red) a, b, c ควบคุมเมล็ดสีขาว (White) การถายทอดลักษณะสีตาของคน ประเภทของลักษณะทางพันธุกรรม การแปรผันของลักษณะทางพันธุกรรมแบงออกเปน 2 ประเภท 1. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันตอเนื่อง (Continuous Variation Trait) คือ ลักษณะทาง พันธุกรรมที่มีปริมาณลดหลั่นกันและไมสามารถบอกความแตกตางออกเปนกลุมๆ ไดอยางชัดเจน ถูกควบคุมโดย ยีนหลายคู และสิ่งแวดลอมมีอิทธิพลตอการแสดงออกของยีน เชน ความสูง สติปญญา สีผิว เปนตน ลักษณะเหลานี้สามารถตรวจวัดเชิงปริมาณได จึงเรียกไดอีกชื่อหนึ่งวา ลักษณะเชิงปริมาณ (Quantitative Trait) 2. ลักษณะทางพันธุกรรมที่มีความแปรผันไมตอเนื่อง (Discontinuous Variation Trait) คือ ลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถบอกความแตกตางเปนกลุมๆ ไดอยางชัดเจน ถูกควบคุมโดยยีน 1 คู (1 ตําแหนง) สิ่งแวดลอมไมมีอิทธิพลตอการแสดงออกของยีน เชน หมูเลือด ลักษณะหอลิ้นไดและหอลิ้นไมได ลักษณะผิวเผือก และผิวปกติ เปนตน โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (47)
  • 47. การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนออโตโซม (Autosome) และโครโมโซมเพศ (Sex Chromosome) ตัวอยางลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนออโตโซม 1. อาการผิวเผือก (Albino) 2. โรคทาลัสซีเมีย (Thalassemia) 3. โรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล (Sickle Cell Anemia) ตัวอยางลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนโครโมโซม X 1. โรคฮีโมฟเลีย (Hemophilia) 2. โรคตาบอดสี (Color Blindness) 3. โรคกลามเนื้อแขนขาลีบ 4. โรค G-6-PD เพดิกรีหรือพันธุประวัติ (Pedigree) เพดิกรี คือ แผนภาพแสดงความสัมพันธในการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของครอบครัวหรือตระกูลหนึ่งๆ ตัวอยางเชน ภาพเพดิกรีการถายทอดลักษณะที่ถูกควบคุมโดยยีนเดนบนออโตโซม มิวเทชัน (Mutation) มิวเทชัน คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับยีนหรือโครโมโซม ซึ่งจะกอใหเกิดลักษณะทางพันธุกรรมที่ดี หรือไมดีก็ได มิวเทชันที่เกิดขึ้นกับยีน (Gene Mutation หรือ DNA Mutation) คือ การเปลี่ยนแปลงของยีนใน DNA อยางถาวร ซึ่งจะสงผลตอการทํางานของยีน พันธุวิศวกรรม (Genetic Engineering) พันธุวิศวกรรม เปนเทคนิคการสราง DNA สายผสม หรือรีคอมบิแนนท ดีเอ็นเอ (Recombinant DNA) เพื่อใหไดสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามตองการ ซึ่งเทคนิควิธีดังกลาวจะตองอาศัยเอนไซมพื้นฐานสําคัญ 2 ชนิด คือ เอนไซมตัดจําเพาะ (Restriction Enzyme) และเอนไซมดีเอ็นเอไลเกส (DNA Ligase Enzyme) วิทยาศาสตร ชีววิทยา (48) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 48. จีเอ็มโอ (GMOs) จีเอ็มโอ หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ผานกระบวนการตัดตอยีนแลว หรืออาจกลาวไดวาเปนสิ่งมีชีวิตที่มีดีเอ็นเอ สายผสม (Recombinant DNA) อยูภายในเซลล ซึ่งยีนที่ถูกใสเขาไปใน DNA ของสิ่งมีชีวิตเจาบาน (Host) นั้น จะทําใหสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ มีลักษณะตามที่มนุษยตองการ เซลลของมนุษย เซลลของแบคทีเรีย โครโมโซม พลาสมิด พลาสมิดถูกนําออกมาจากเซลลแบคทีเรีย พลาสมิดถูกตัดยีนสวนหนึ่งออกไป การตัดชิ้นสวนยีนบนโครโมโซม ยีนควบคุมการสังเคราะหอินซูลินถูกใสเขาไปในพลาสมิด ยีนที่ควบคุมการสังเคราะหอินซูลิน แบคทีเรียที่จะใชในการทดลอง พลาสมิดที่มียีนควบคุมการสังเคราะห อินซูลิน ใ ไ ใ การเพิ่มจํานวนของแบคทีเรีย ที่มีพลาสมิดลูกผสม สามารถ สังเคราะหอินซูลินได ภาพการสรางแบคทีเรีย GMO ที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินได การโคลน (Cloning) การโคลน หมายถึง การสรางสิ่งมีชีวิต (ตัวหรือตน) ใหม ซึ่งมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนสิ่งมีชีวิต ตนแบบทุกประการ เชน การปกชํา การตอกิ่ง การทาบกิ่ง การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เปนตน วิธีการโคลนสัตว คือ การนํานิวเคลียสของเซลลรางกาย (Somatic Cell) ใสเขาไปในเซลลไขที่ถูกดูดเอา นิวเคลียสออกแลว โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (49)
  • 49. เซลลเตานม ของแกะหนาขาว เซลลเตานมและเซลลไข รวมตัวกันโดยใชไฟฟากระตุน เซลลไข ของแกะหนาดําเพศเมีย ลูกที่คลอดออกมา เปนแกะหนาขาว การแบงเซลลเพื่อ เพิ่มจํานวนตัวเอง เอ็มบริโอถูกใส เขาไปในมดลูก ของแกะหนาดํา ภาพการโคลนแกะ ลายพิมพดีเอ็นเอ (DNA Fingerprint) ลายพิมพดีเอ็นเอ คือ รูปแบบของแถบดีเอ็นเอ ซึ่งแสดงความแตกตางของขนาดโมเลกุลดีเอ็นเอใน สิ่งมีชีวิตแตละตัวหรือแตละบุคคลได ดังนั้นลายพิมพดีเอ็นเอจึงเปนเอกลักษณของแตละบุคคล ลายพิมพ DNA ตัวอยาง ภาพการเปรียบเทียบลายพิมพดีเอ็นเอของผูตองสงสัยกับลายพิมพดีเอ็นเอตัวอยาง วิทยาศาสตร ชีววิทยา (50) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 50. ความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biological Diversity) ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆ ในการดํารงชีวิตอยูในแหลง ที่อยูอาศัยเดียวกันหรือแตกตางกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันจะมีความแตกตางกันทั้งในดานชนิดและจํานวน หรือแม เปนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันก็อาจมีความแตกตางหลากหลายไดเชนกัน ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ ความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายทางชนิดพันธุ ความหลากหลายทางระบบนิเวศ แผนผังประเภทของความหลากหลายทางชีวภาพ ประเภทของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตแบงออกเปน 2 ประเภท ตามจํานวนเซลล ดังนี้ 1. สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว เชน อะมีบา ยูกลีนา พารามีเซียม และแบคทีเรีย เปนตน 2. สิ่งมีชีวิตหลายเซลล เชน คน สัตว และพืช เปนตน สิ่งมีชีวิตแบงออกเปน 2 ประเภท ตามการมีเยื่อหุมนิวเคลียส ดังนี้ 1. โพรคาริโอต (Prokaryotic Cells) เปนสิ่งมีชีวิตที่เซลลไมมเยื่อหุมนิวเคลียส เชน แบคทีเรีย และ ี สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน เปนตน 2. ยูคาริโอต (Eukaryotic Cells) เปนสิ่งมีชีวิตที่เซลลมเยื่อหุมนิวเคลียส ไดแก เห็ด รา สาหรายชนิดตางๆ ี (ยกเวนสาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน) โพรโทซัว พืช และสัตว สิ่งมีชีวิตแบงออกเปน 5 อาณาจักร ตามลักษณะรวมภายนอกและภายในเซลล ดังนี้ 1. อาณาจักรมอเนอรา (Monera Kingdom) โพรคาริโอต 2. อาณาจักรฟงไจ (Fungi Kingdom) 3. อาณาจักรโพรทิสตา (Protista Kingdom) ยูคาริโอต 4. อาณาจักรพืช (Plantae Kingdom) 5. อาณาจักรสัตว (Animalia Kingdom) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (51)
  • 51. โครโมโซม พิลัส ไรโบโซม เม็ดอาหาร แฟลเจลลัม แคปซูล เยื่อหุมเซลล พลาสมิด ผนังเซลล ไซโทพลาซึม ภาพโครงสรางเซลลของแบคทีเรีย การจัดหมวดหมูของสิ่งมีชีวิต เราสามารถจัดหมวดหมูของสิ่งมีชีวิตออกเปน 7 หมวดหมูหลักๆ จากใหญไปเล็กไดดังนี้ Kingdom Phylum Class Order Family Genus Species สปชีส (Species) คือ กลุมสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันสามารถผสมพันธุกันแลวไดลูกที่ไมเปนหมัน วิทยาศาสตร ชีววิทยา (52) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 52. อาณาจักรเห็ดราและยีสต อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว อาณาจักรโพรทิสตา อาณาจักรมอเนอรา ภาพสิ่งมีชีวิตใน 5 อาณาจักร ที่มา : หนังสือเรียนชีวิตกับสิ่งแวดลอม สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดํารงชีวิต ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (53)
  • 53. รูไว...ไวรัส ไวรัส (Virus) ไมมีลักษณะเปนเซลล เนื่องจากไมมีเยื่อหุมเซลล ไซโทพลาซึม และไรโบโซม แตเปน อนุภาคที่ประกอบดวยโปรตีนซึ่งหอหุมสารพันธุกรรมเอาไว ไวรัสมีขนาดเล็กมากซึ่งเราจะมองเห็นไดโดยใชกลอง จุลทรรศนอิเล็กตรอนเทานั้น ไวรัสสามารถเพิ่มจํานวนตัวเองไดเมื่อเขาไปอยูในเซลลหรือรางกายของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ดังนั้นในสภาวะ ดังกลาว จึงถือวาไวรัสเปนสิ่งมีชีวิต ในทางตรงกันขามถาไวรัสไมไดอยูภายในเซลลหรือรางกายของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ไวรัสก็ไมสามารถเพิ่มจํานวนตัวเองได ดังนั้นในสภาวะเชนนี้จะถือวา ไวรัสไมใชสิ่งมีชีวิต โรคตางๆ ที่เกิดจากไวรัส ไมสามารถรักษาดวยยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ได ตัวอยางเชน • ไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 • โรคตับอักเสบ • เอดส • โรคหัด • ไขเลือดออก • โรคอีสุกอีใส • ไขหวัดนก • โรคตาแดง • โรคชิคุนกุนยา • โรคพิษสุนัขบา • ไขสมองอักเสบ • งูสวัด ภาพไวรัสชนิดตางๆ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (54) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 54. สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม ไบโอม (Biomes) ไบโอม หมายถึง ระบบนิเวศใดก็ตามที่มีองคประกอบของปจจัยทางกายภาพ และปจจัยทางชีวภาพ โดย สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูในไบโอมตางๆ จะมีการปรับตัวใหเขากับปจจัยทางกายภาพในแตละเขตภูมิศาสตร ไบโอมแบงออกเปน 2 ประเภทใหญ ดังนี้ 1. ไบโอมบนบก 2. ไบโอมในน้ํา 1. ไบโอมบนบก ใชเกณฑปริมาณน้ําฝนและอุณหภูมิเปนตัวกําหนด ตัวอยางไบโอมบนบก 1. ไบโอมปาดิบชื้น • พบไดในบริเวณใกลเขตศูนยสูตรของโลกในทวีปอเมริกากลาง ทวีปอเมริกาใต ทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชียตอนใต และบริเวณบางสวนของหมูเกาะแปซิฟก • ลักษณะภูมิอากาศรอนและชื้น • มีฝนตกตลอดป ปริมาณน้ําฝนเฉลี่ย 200-400 เซนติเมตรตอป • มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะพืชและสัตว • มีความอุดมสมบูรณสูงมาก 2. ไบโอมปาผลัดใบในเขตอบอุน 3. ไบโอมทุงหญาเขตอบอุน 4. ไบโอมสะวันนา 5. ไบโอมปาสน 6. ไบโอมทะเลทราย 7. ไบโอมทุนดรา 2. ไบโอมในน้ํา ประกอบดวยไบโอมแหลงน้ําจืด และไบโอมแหลงน้ําเค็ม ไบโอมแหลงน้ําเค็มแตกตางจากไบโอมแหลงน้ําจืด ตรงที่มีน้ําขึ้นและน้ําลงเปนปจจัยทางกายภาพ ที่สําคัญ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (55)
  • 55. นิยามศัพทเกี่ยวกับระบบนิเวศ ระบบนิเวศ (Ecosystem) คือ หนวยของความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอมทั้งที่เปนสิ่งมีชีวิต และสิ่งไมมีชีวิต ของแหลงที่อยูอาศัยแหลงใดแหลงหนึ่ง ประชากร (Population) คือ สิ่งมีชีวิตชนิด (Species) เดียวกันทั้งหมดที่อาศัยอยูในแหลงเดียวกัน ในชวงเวลาใดเวลาหนึ่ง กลุมสิ่งมีชีวิต (Community) คือ สิ่งมีชีวิตตั้งแต 2 ชนิด (Species) ขึ้นไป ทั้งหมดมาอยูรวมกันในแหลงใด แหลงหนึ่ง ณ ชวงเวลาใดๆ A: 25% B: 25% C: 25% D: 25% กลุมสิ่งมีชีวิตที่ 1 A: 80% B: 5% C: 5% D: 10% กลุมสิ่งมีชีวิตที่ 2 ภาพกลุมสิ่งมีชีวิต แหลงที่อยูอาศัย (Habitat) คือ สถานที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูชั่วคราวหรือถาวร เพื่อใชเปนแหลงอาหาร หลบภัย ผสมพันธุ วางไข และเลี้ยงตัวออน (สิ่งมีชีวิตจะตองมีปฏิสัมพันธกับสถานที่นั้นๆ จึงจะถือวาสถานที่แหงนั้น เปนแหลงที่อยูอาศัย) ชีวบริเวณ (Biosphere) คือ ผลรวมของทุกบริเวณบนโลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู องคประกอบของระบบนิเวศ 1. องคประกอบที่ไมมีชีวิต หรือปจจัยทางกายภาพ (Physical Factor) เชน แสงสวาง อุณหภูมิ ความกดดัน น้ํา ดิน ลม เปนตน 2. องคประกอบที่มีชีวิต หรือปจจัยทางชีวภาพ (Biotic Factor) เปนปจจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ ระหวางสิ่งมีชีวิต ซึ่งมี 2 แบบ คือ 2.1 ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในเชิงอาหาร 2.2 ความสัมพันธในการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิต 2.1 ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในเชิงอาหาร สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมีความสัมพันธเชิงอาหารตางบทบาทกัน ดังนี้ 1) ผูผลิต (Producers) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถสรางอาหารเองไดจากกระบวนการ สังเคราะหดวยแสง โดยสวนใหญใชแกสคารบอนไดออกไซด (CO2) และน้ํา (H2O) เปนวัตถุดิบ สิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่เปนผูผลิต ไดแก - ไซยาโนแบคทีเรีย (สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน) - แพลงกตอนพืช - สาหรายชนิดตางๆ เชน ไดอะตอม (สาหรายสีน้ําตาลแกมเหลือง) สไปโรไจรา และคลอเรลลา (สาหรายสีเขียว) - พืช วิทยาศาสตร ชีววิทยา (56) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 56. 2) ผูบริโภค (Consumers) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่กินผูผลิตหรือผูบริโภคดวยกันเองเปนอาหาร แบงออกเปน 4 กลุมใหญๆ ไดแก 2.1 ผูบริโภคพืช (Herbivores) 2.2 ผูบริโภค (เนื้อ) สัตว (Carnivores) 2.3 ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว (Omnivores) 2.4 ผูบริโภคซากอินทรีย (Detritivores) 3) ผูยอยสลาย (Decomposers) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่หลั่งเอนไซมออกมายอยซาก สิ่งมีชีวิตเพื่อใหตนเองไดรับพลังงาน ซึ่งการทําหนาที่ของผูยอยสลายนั้นถือไดวาเปนขั้นตอนสําคัญของวัฏจักรของ สารบางชนิด เชน วัฏจักรคารบอน สิ่งมีชีวิตที่ทําหนาที่เปนผูยอยสลาย เชน แบคทีเรีย เห็ด รา และจุลินทรียอื่นๆ เปนตน ภาพความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในเชิงอาหาร 2.2 ความสัมพันธในการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิต แบงออกเปน 3 แบบใหญ ๆ คือ 1. ซิมไบโอซิส (Symbiosis) คือ การอยูรวมกันแบบไมมีฝายใดเสียประโยชน ไดแก 1.1 ภาวะเกื้อกูล (Commensalism) เปนรูปแบบความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยู รวมกัน โดยมีฝายหนึ่งไดประโยชนแตอีกฝายไมเสียประโยชน เชน การอยูรวมกันของพืชอิงอาศัย (กลวยไม, ชายผาสีดา เปนตน) กับพืชยืนตน เหาฉลามกับปลาฉลาม ดอกไมทะเล (ซีแอนีโมนี) กับปลาการตูน ฯลฯ ภาพฉลามกับเหาฉลาม โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (57)
  • 57. 1.2 ภาวะพึ่งพา (Mutualism) เปนรูปแบบความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยูรวมกัน โดยตางฝายตางไดประโยชน ซึ่งถาแยกออกจากกันจะเกิดการตาย เชน ไลเคนส แบคทีเรีย ไรโซเบียมกับรากพืช ตระกูลถั่ว โพรโทซัวในลําไสปลวก แบคทีเรีย E.coli ในลําไสใหญของคน แบคทีเรียในกระเพาะรูเมนของสัตว เคี้ยวเอื้อง แหนแดงกับแอนาบีนา ฯลฯ ภาพปมรากถั่วที่มีไรโซเบียมอาศัยอยู ภาพแบคทีเรีย E.coli ในลําไสใหญของคน แอนาบีนา แหนแดง ภาพแหนแดงกับแอนาบีนา 1.3 ภาวะไดประโยชนรวมกัน (Protocooperation) เปนรูปแบบความสัมพันธของ สิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อยูรวมกัน โดยตางฝายตางไดประโยชน แตก็สามารถแยกกันอยูไดโดยไมมีการตายเกิดขึ้น เชน นกเอี้ยงกับควาย ดอกไมกับแมลง ปูเสฉวนกับซีแอนีโมนี (ดอกไมทะเล) มดดํากับเพลี้ย กุงพยาบาลกับปลาผีเสื้อ จระเขลุมแมน้ําไนลกับนกจระเข ฯลฯ ภาพปูเสฉวนกับซีแอนีโมนี วิทยาศาสตร ชีววิทยา (58) _______________________ ภาพจระเขลุมแมน้ําไนลกับนกจระเข โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 58. 2. แอนทาโกนิซึม (Antagonism) คือ การอยูรวมกันแบบมีฝายเสียประโยชน ไดแก 2.1 ภาวะปรสิต (Parasitism) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งอาศัยอยูกับ สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง โดยผูอาศัย (Parasit) ไดประโยชน แตผูถูกอาศัย (Host) เสียประโยชน เชน พยาธิใบไมใน ตับของคน กาฝากกับตนไม พยาธิตัวตืดในอวัยวะทางเดินอาหารของสัตว เห็บกับสุนัข เหากับหัวคน ฯลฯ 2.2 ภาวะลาเหยื่อ (Predation) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งเปนผูลา (Predator) จับสิ่งมีชีวิตที่เปนเหยื่อ (Prey) กินเปนอาหาร โดยผูลาไดประโยชน เหยื่อเสียประโยชน (ตาย) เชน กบกินแมลง งูกินกบ นกกินงู แมงมุมกินแมลง ฯลฯ 2.3 ภาวะแขงขัน (Competition) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ฝาย ตางแกงแยง ชิงผลประโยชนบางอยางจากกันและกัน เชน อาหาร แสงสวาง แหลงที่อยูอาศัย แกสออกซิเจน สัตวเพศเมีย ฯลฯ 2.4 ภาวะการสรางสารยับยั้ง (Antibiosis) เปนรูปแบบความสัมพันธที่สิ่งมีชีวิตฝายหนึ่ง สรางและหลั่งสารเคมีไปยับยั้งการเจริญของอีกฝายหนึ่ง เชน ราเพนิซิลเลียมหลั่งสารยับยั้งการเจริญเติบโตของ แบคทีเรีย ฯลฯ 3. นิวทรัลลิซึม (Neutralism) เปนรูปแบบความสัมพันธที่ไมมีฝายใดไดหรือเสียประโยชน เพราะเปนสิ่งมีชีวิตที่ตองการสิ่งที่จําเปนตอการดํารงชีวิตตางกัน เชน กระตายและไสเดือนดินอาศัยอยูในทุงหญา เดียวกัน ฯลฯ บทบาทของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ 1. สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองได (Autotroph) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะหดวยแสงไดซึ่งมี บทบาทเปนผูผลิตอาหาร (Producer) ไดแก พืชทุกชนิด โพรทิสตบางชนิด (สาหราย) และแบคทีเรียบางชนิด 2. สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองไมได (Heterotroph) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ไมสามารถสังเคราะหดวยแสงได จึงมีบทบาทเปนผูบริโภค (Consumer) หรือผูยอยสลาย (Decomposer) ผูบริโภคแบงออกเปน 4 กลุม ดังนี้ 1) ผูบริโภคพืช (Herbivores) 2) ผูบริโภคเนื้อสัตว (Carnivores) 3) ผูบริโภคทั้งพืชและเนื้อสัตว (Omnivores) 4) ผูบริโภคซากอินทรีย (Detritivores) ภาพผูยอยสลายในระบบนิเวศ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (59)
  • 59. การถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ผูผลิตสามารถนําพลังงานแสงมาเก็บไวในโมเลกุลของอาหารไดเพียง 0.5-3.5% โดยพลังงานแสงบางสวน จะสะทอนออกสูบรรยากาศ 10-15% ผูบริโภคไดรับพลังงานจากการกินผูผลิต โดยพลังงานสวนหนึ่งจะใชไปในการประกอบกิจกรรม บางสวน กลายเปนกากอาหารขับถายทิ้งไป แตสวนใหญจะกลายเปนพลังงานความรอนจากการหายใจ พลังงานที่ผูบริโภค นําไปสรางเนื้อเยื่อของตนเองจึงเหลือเพียง 10% ของพลังงานศักยทั้งหมดในสิ่งมีชีวิตที่เปนอาหารของตนเอง ภาพกฎ 10% ของการถายทอดพลังงานในโซอาหาร รูปแบบของการถายทอดพลังงาน 1. โซอาหาร (Food Chain) คือ ความสัมพันธเชิงอาหารซึ่งมีการถายทอดพลังงานเคมีโดยการกินกัน เปนทอดๆ จากผูผลิตสูผูบริโภค และจากผูบริโภคสูผูบริโภคลําดับถัดไป นกฮูก พืชดอก กบ หนอนผีเสื้อ งู ภาพโซอาหาร วิทยาศาสตร ชีววิทยา (60) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 60. โซอาหารอาจแบงเปน 4 แบบใหญ ๆ คือ 1.1 โซอาหารแบบลาเหยื่อ 1.2 โซอาหารแบบปรสิต 1.3 โซอาหารแบบกินเศษอินทรีย 1.4 โซอาหารแบบผสม 2. สายใยอาหาร (Food Web) คือ ความสัมพันธระหวางโซอาหารตั้งแต 2 โซอาหารขึ้นไป ทําใหมี โอกาสถายทอดพลังงานไดหลายทิศทาง และสิ่งมีชีวิตบางชนิดอาจมีหลายบทบาท เชน เปนทั้งผูบริโภคอันดับ 1 และ 2 เปนตน ภาพสายใยอาหาร การถายทอดสารปนเปอนในโซอาหารและสายใยอาหาร ภาพการถายทอดสาร DDT ในโซอาหาร โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (61)
  • 61. พีระมิดปริมาณของสิ่งมีชีวิตหรือพีระมิดนิเวศ (Ecological Pyramid) พีระมิดนิเวศเปนแผนภาพแสดงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตในดานปริมาณของผูผลิตกับผูบริโภคลําดับตางๆ ในแหลงที่อยูอาศัยเดียวกัน ชวงเวลาเดียวกัน แบงออกเปน 3 ประเภท ตามหนวยที่ใชวัดปริมาณของแตละลําดับ ขั้นเชิงอาหาร ไดแก 1. พีระมิดจํานวน (Pyramid of Number) เปนพีระมิดที่บอกจํานวนสิ่งมีชีวิตในแตละลําดับขั้นเชิง อาหารในหนวยตนหรือตัว ตอหนวยพื้นที่หรือปริมาตร เหยี่ยว นกฮูก นกกินหนอน หนอน หนูนา หญา a. ตนโอค ภาพพีระมิดจํานวน b. 2. พีระมิดมวลชีวภาพ (Pyramid of Biomass) เปนพีระมิดแสดงปริมาณสิ่งมีชีวิตในแตละลําดับ ขั้นเชิงอาหาร ในหนวยน้ําหนักแหง หรือจํานวนแคลอรี ตอหนวยพื้นที่หรือปริมาตร เหยี่ยว นกกินหนอน หนอน ตนโอค ภาพพีระมิดมวลชีวภาพ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (62) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 62. 3. พีระมิดพลังงาน (Pyramid of Energy) เปนพีระมิดแสดงปริมาณสิ่งมีชีวิตโดยบอกเปนอัตราการ ถายทอดพลังงาน หรืออัตราผลิตของแตละลําดับขั้นเชิงอาหาร ในหนวยของพลังงาน ตอหนวยพื้นที่หรือปริมาตร ตอหนวยเวลา นกฮูก งู หนู ตั๊กแตน หญา ภาพพีระมิดพลังงาน ประชากร (Population) ประชากร คือ กลุมสิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกัน ที่อาศัยอยูในแหลงเดียวกันในชวงเวลาใดเวลาหนึ่ง สมบัติของประชากร มีดังนี้ 1. ขนาดของประชากร หมายถึง จํานวนประชากรที่อาศัยอยูในพื้นที่ที่กําหนด ซึ่งการหาขนาดประชากร มักใชการสุมตัวอยางเนื่องจากประชากรของสิ่งมีชีวิตสวนใหญมีมากเกินไป ทั้งนี้ขนาดประชากรจะขึ้นอยูกับอัตรา การเกิด อัตราการตาย การอพยพเขา และการอพยพออก 2. ความหนาแนนประชากร คือ จํานวนสิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกันตอพื้นที่หรือปริมาตร การหาความหนาแนนของประชากร ทําไดดังนี้ 1. การนับจํานวนประชากรทั้งหมด 2. การสุมตัวอยาง วิธีการที่นิยมใชมี 2 วิธี คือ 2.1 การใชควอแดรท (Quadrat) ภาพการศึกษาความหนาแนนประชากรโดยใชควอแดรท 2.2 การทําเครื่องหมายแลวปลอยไปเพื่อจับใหม (Marking Recapture Method) โดยมีสูตร คํานวณหาประชากรดังนี้ จํานวนประชากรทั้งหมด = จํานวนสัตวตัวอยางที่จับมาติดเครื่องหมายทั้งหมดในครั้งแรก × จํานวนสัตวตัวอยางทั้งหมดที่จับไดในครั้งที่สอง จํานวนสัตวตัวอยางที่มเครื่องหมายที่จับไดในครั้งที่สอง ี โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (63)
  • 63. หอยทาก เครื่องหมายบนเปลือกหอยทาก ภาพการทําเครื่องหมายแลวปลอยไปเพื่อจับใหม 3. การแพรกระจายของประชากร ซึ่งจะสัมพันธกับปจจัยจํากัดของประชากรนั้นๆ ไดแก ปจจัยทาง กายภาพ (อุณหภูมิ แสง pH) และปจจัยทางชีวภาพ (ผูลา อาหาร) 4. การรอดชีวิตของประชากร สิ่งมีชีวิตแตละชนิดจะมีแบบแผนการรอดชีวิตของประชากร ซึ่งขึ้นอยูกับชวงอายุขัยของ สิ่งมีชีวิตแตละชนิด กราฟการรอดชีวิตของประชากรมี 3 รูปแบบ ดังนี้ • รูปแบบที่ 1 สิ่งมีชีวิตมีอัตราการรอดชีวิตสูงสุดในวัยแรกเกิดและจะคงที่เมื่อโตขึ้น หลังจากนั้น จะต่ําเมื่อสูงวัยขึ้น เชน คน ชาง มา หมา • รูปแบบที่ 2 สิ่งมีชีวิตมีอัตราการรอดชีวิตที่เทากันในทุกวัย เชน ไฮดรา เตา นก • รูปแบบที่ 3 สิ่งมีชีวิตมีอัตราการรอดชีวิตต่ําในระยะแรกของชวงชีวิต หลังจากนั้นเมื่ออายุ มากขึ้นอัตราการรอดชีวิตจะสูง เชน หอย ปลา และสัตวไมมีกระดูกสันหลังสวนใหญ ภาพกราฟการรอดชีวิตของประชากรสิ่งมีชีวิต วิทยาศาสตร ชีววิทยา (64) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 64. การหมุนเวียนของสารที่สําคัญในระบบนิเวศ วัฏจักรของสารแบงออกเปน 2 แบบ คือ 1. วัฏจักรแบบแกส (Gaseous Cycle) เปนการหมุนเวียนของสารที่มีบรรยากาศเปนแหลงหมุนเวียน ที่สําคัญ ไดแก น้ํา คารบอน ออกซิเจน ซัลเฟอร และไนโตรเจน CO2 ในบรรยากาศ การเผาไหม การหายใจ การสังเคราะห ดวยแสง ผูบริโภคอันดับ 2 ผูบริโภคอันดับ 1 เกิดการยอยสลายโดย จุลินทรียในดินและอื่นๆ ตายกลายเปนซาก ภาพวัฏจักรคารบอน (อยางงาย) 2. วัฏจักรแบบตะกอน (Sedimentary Cycle) เปนการหมุนเวียนของสารที่มีแผนดินเปนแหลง หมุนเวียน ที่สําคัญ ไดแก แคลเซียม ฟอสฟอรัส การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของกลุมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ (Ecological Succession) การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของกลุมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ หมายถึง การแทนที่ของกลุมสิ่งมีชีวิตเปนยุคๆ จาก ยุคแรกจนถึงยุคสังคมสิ่งมีชีวิตขั้นสุด (Climax Community) เนื่องจากสิ่งแวดลอมเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบงตามลักษณะการเกิดออกเปน 2 ประเภท ไดแก 1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ (Primary Succession) คือ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของกลุม สิ่งมีชีวิตในสถานที่ที่ไมมีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยูกอนเลย 2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ (Secondary Succession) คือ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของ กลุมสิ่งมีชีวิตในบริเวณที่เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูกอน แตถูกทําลายดวยปจจัยบางอยาง เชน น้ําทวมนานๆ ไฟไหมปา เปนตน มนุษยกับสภาวะแวดลอม และทรัพยากรธรรมชาติ สภาวะแวดลอมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาซึ่งเปนปกติ แตถาหากมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจนเปน อันตรายตอการดํารงชีวิตในดานใดดานหนึ่งแลวจนถึงเปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิต จะเรียกวา มลพิษ (Pollution) มลพิษทางน้ํา วิธีการตรวจน้ําเสียทําได 2 วิธีหลัก ดังนี้ 1. วัดปริมาณแบคทีเรียโคลิฟอรม โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (65)
  • 65. 2. วัดปริมาณแกสออกซิเจนในน้ํา ซึ่งทําได 3 วิธี ดังนี้ 2.1 วัดคา DO (Dissolved Oxygen) คือ ปริมาณ O2 ที่ละลายในน้ํา ถา DO นอยกวา 3 mg/lit แสดงวา น้ําเสีย 2.2 วัดคา BOD (Biochemical Oxygen Demand) คือ ปริมาณ O2 ในน้ําที่จุลินทรียตองการใชใน การยอยสลายสารอินทรีย ถาคา BOD มากกวา 100 mg/lit แสดงวา น้ําเสีย 2.3 วัดคา COD (Chemical Oxygen Demand) คือ ปริมาณ O2 ที่ใชในการสลายสารอินทรียในน้ํา โดยใชสารเคมี เชน โพแทสเซียมไดโครเมต เปนตน มลพิษทางอากาศ อากาศที่มีสวนประกอบเปลี่ยนแปลงไปจากปกติมีสาเหตุหลายประการ สาเหตุสําคัญ เชน การปลอยสาร ตางๆ เขาสูชั้นบรรยากาศของโรงงานอุตสาหกรรม หรือบริเวณที่มีการกอสราง ซึ่งอาจทําใหมีสารเจือปนอยูใน อากาศปริมาณมากจนกอใหเกิดผลเสียตอการดํารงชีวิตของคน สัตว พืช รวมถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในบริเวณนั้น ปรากฏการณเรือนกระจก (Greenhouse Effect) คือ ปรากฏการณที่แกสเรือนกระจกในบรรยากาศมี ปริมาณมากเกินไป ซึ่งแกสเหลานั้นจะดูดซับความรอนและคายความรอนคืนสูโลกจึงทําใหโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น รังสีความรอนถูกดูดซับ รังสีความรอนที่ผาน โดยชั้นบรรยากาศ ชั้นบรรยากาศออกไปได รังสีความรอน สะทอนกลับ การเผาไมทําลายปา รังสีความรอนถูกดูดซับ โดยแกสเรือนกระจก การเผาไหมของเครื่องยนต การเผาไหมของ โรงงานอุตสาหกรรม ภาพปจจัยที่มีผลทําใหโลกรอนขึ้น แกสเรือนกระจกที่สําคัญ เชน แกสคารบอนไดออกไซด (CO2) แกสมีเทน (CH4) ออกไซดของไนโตรเจน และไอน้ํา (H2O) แกสเหลานี้มีความสามารถในการเก็บกักความรอนไดดี การทําลายโอโซนในบรรยากาศ การลดลงของโอโซน (O3) ในบรรยากาศจะสงผลใหรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตยสองผาน มายังโลกไดมากขึ้น และสาร CFC เปนสาเหตุสําคัญในการทําลายโอโซน ซึ่งสารดังกลาวจะอยูในบรรจุภัณฑแบบ ฉีดพน (สเปรยตางๆ) และสารทําความเย็นในผลิตภัณฑหลายชนิด พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) คือ สนธิสัญญาเกี่ยวกับภูมิอากาศของโลก ซึ่งกําหนดเปนมาตรการทางกฎหมายที่ใชในการดําเนินการเพื่อ นําไปสูเปาหมายการลดปริมาณการปลอยแกสเรือนกระจกใหได โดยประเทศไทยไดลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ พ.ศ. 2542 และไดใหสัตยาบันเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 วิทยาศาสตร ชีววิทยา (66) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 66. แบบฝกหัด ตอนที่ 1 : โครงสรางของเซลล 1. ขอความใดสรุปทฤษฎีเซลลไดดีที่สุด 1) เซลลประกอบดวยนิวเคลียส เยื่อหุมเซลล และไซโทพลาซึม 2) เซลลมีรูปรางและขนาดตางกัน 3) เซลลสามารถมองเห็นไดดวยกลองจุลทรรศน 4) เซลลเปนสวนประกอบของสิ่งมีชีวิต 2. ลักษณะรวมกันของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดคือขอใด 1) มีดีเอ็นเอ 2) มีสวนประกอบหลายอยาง มีอวัยวะ 3) สืบพันธุโดยวิธีไมโทซิส 4) ตองการออกซิเจนเพื่อการอยูรอด 3. องคประกอบใดพบไดในเซลลทุกชนิด 1) ไซโทพลาซึม นิวเคลียส และโครโมโซม 2) นิวเคลียส เยื่อหุมเซลล และไซโทพลาซึม 3) ไรโบโซม ไลโซโซม และไมโทคอนเดรีย 4) ไรโบโซม ไซโทพลาซึม และโครโมโซม 4. โครงสรางในขอใดที่ทั้งหมดไมมเยื่อหุม ี 1) ไมโทคอนเดรีย ไรโบโซม ไลโซโซม 2) นิวเคลียส เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม กอลจิคอมเพล็กซ 3) ไซโทสเกเลตอน นิวคลีโอลัส ไรโบโซม 4) แวคิวโอล ไลโซโซม คลอโรพลาสต 5. ออรแกเนลลใดพบไดในทั้งเซลลโพรคาริโอตและเซลลยูคาริโอต 1) ไรโบโซม 2) ไลโซโซม 3) นิวเคลียส 4) ไมโทคอนเดรีย 6. ออรแกเนลลใดที่บรรจุเอนไซมสําหรับยอยสลายเซลลที่เสื่อมสภาพแลว 1) นิวเคลียส 2) ไรโบโซม 3) ไลโซโซม 4) กอลจิคอมเพล็กซ 7. ออรแกเนลลใดทําหนาที่เปนแหลงเก็บรวบรวมและบรรจุสาร 1) ไรโบโซม 2) ไลโซโซม 3) กอลจิคอมเพล็กซ 4) ไมโทคอนเดรีย 8. ในระหวางกระบวนการเมตามอรโฟซิสของลูกออดเพื่อเจริญไปเปนกบ ออรแกเนลลใดที่ทําหนาที่ยอยสลาย เซลลบริเวณหางของลูกออดใหหายไป 1) ไรโบโซม 2) ไลโซโซม 3) กอลจิคอมเพล็กซ 4) รางแหเอนโดพลาซึม 9. หนาที่ของรางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวเรียบคือขอใด 1) สรางไรโบโซม 2) สังเคราะหลิพิด 3) เก็บกรดนิวคลีอิก 4) ยอยสลายคารโบไฮเดรต 10. กระบวนการสังเคราะหโปรตีนเกิดขึ้นที่ออรแกเนลลใด 1) ไรโบโซม 2) นิวเคลียส 3) กอลจิคอมเพล็กซ 4) ไมโทคอนเดรีย 11. แอนติบอดีถูกสรางขึ้นที่โครงสรางใดของเซลลเม็ดเลือดขาว 1) นิวเคลียส 2) นิวคลีโอลัส 3) ไรโบโซม 4) กอลจิคอมเพล็กซ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (67)
  • 67. 12. เมื่อเรารับประทานอาหาร อาหารจะอยูในกระเพาะเปนเวลาหลายชั่วโมงขึ้นอยูกับชนิดของอาหาร และเมื่อ สิ่งมีชีวิตเซลลเดียว เชน พารามีเซียมกินอาหาร อาหารจะอยูในโครงสรางใด 1) คลอโรพลาสต 2) ไมโทคอนเดรีย 3) นิวเคลียส 4) แวคิวโอล 13. ออรแกเนลลใดไมมดีเอ็นเออยูภายใน ี 1) ไมโทคอนเดรีย 2) คลอโรพลาสต 3) นิวเคลียส 4) รางแหเอนโดพลาซึม 14. ความสัมพันธระหวางออรแกเนลลและสารที่ถูกสรางขึ้นจากออรแกเนลลดังกลาวในขอใดถูกตอง 1) นิวคลีโอลัส - DNA 2) ไมโทคอนเดรีย - ATP 3) กอลจิคอมเพล็กซ - ลิพิด 4) รางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวเรียบ - โปรตีน 15. ออรแกเนลลใดไมเกี่ยวของกับการสรางโปรตีนของเซลล 1) ไรโบโซม 2) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิวขรุขระ 3) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิวเรียบ 4) กอลจิคอมเพล็กซ 16. หนาที่ของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมชนิดผิวขรุขระคือขอใด 1) กําจัดสารพิษและลําเลียงยาไปยังเปาหมาย 2) ปรับเปลี่ยนโครงสรางและกระตุนการทํางานของฮอรโมน 3) สังเคราะหและลําเลียงเอนไซม 4) ปลอยเอนไซมออกมายอยอาหารที่อยูในฟูดแวคิวโอล 17. ขอใดเรียงลําดับของโครงสรางที่สังเคราะหและหลั่งโปรตีนเพื่อลําเลียงออกสูนอกเซลลไดถูกตอง 1) ไมโทคอนเดรีย → กอลจิคอมเพล็กซ → เยื่อหุมเซลล 2) เยื่อหุมเซลล → กอลจิคอมเพล็กซ → ไมโทคอนเดรีย 3) กอลจิคอมเพล็กซ → รางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวขรุขระ → เยื่อหุมเซลล 4) รางแหเอนโดพลาซึมชนิดผิวขรุขระ → กอลจิคอมเพล็กซ → เยื่อหุมเซลล 18. เมื่อเปรียบเทียบเซลลพืชและเซลลสัตว ขอใดกลาวถูกตองที่สุด 1) พบไรโบโซมในเซลลสัตว แตไมพบในเซลลพืช 2) พบคลอโรพลาสตในเซลลพืชทุกเซลล แตไมพบในเซลลสัตว 3) พบเยื่อหุมเซลลที่เซลลพืช แตไมพบที่เซลลสัตว 4) พบคลอโรพลาสตในเซลลพืชบางเซลล แตไมพบในเซลลสัตว 19. ขอใดเปนองคประกอบของทั้งเซลลโพรคาริโอตและเซลลยูคาริโอต 1) ผนังเซลล 2) คลอโรพลาสต 3) กอลจิคอมเพล็กซ 4) ไมโทคอนเดรีย ตอนที่ 2 : การเคลื่อนที่ของสารผานเซลล 1. เยื่อหุมเซลลมีสารใดเปนองคประกอบพื้นฐาน 1) น้ําตาล และฟอสเฟต 2) ฟอสโฟลิพิด และโปรตีน 3) คารโบไฮเดรต และเซลลูโลส 4) กรดนิวคลีอิก และฟอสโฟลิพิด 2. สารใดตอไปนี้สามารถเคลื่อนที่เขา-ออกเซลลไดงายที่สุด 1) น้ํา 2) กลูโคส 3) โซเดียมไอออน 4) โพแทสเซียมไอออน 3. สารใดตอไปนีไมสามารถเคลื่อนที่ผานเยื่อหุมเซลลได ้ 1) แปง 2) กลีเซอรอล 3) กรดอะมิโน 4) กลูโคส วิทยาศาสตร ชีววิทยา (68) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 68. 4. จากภาพดานลางแสดงกระบวนการของสิ่งมีชีวิตเซลลเดียว 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. กระบวนการดังภาพเรียกวาอยางไร 1) ฟาโกไซโทซิส 2) พิโนไซโทซิส 3) เอกโซไซโทซิส 4) แอกทีฟทรานสปอรต ปจจัยเริ่มแรกที่จะกอใหเกิดการแพรของสารคืออะไร 1) โมเลกุลที่เปนตัวนําพาสาร 2) ความแตกตางของความเขมขน 3) พลังงานที่จะใชในการเคลื่อนที่ของสาร 4) จํานวนไมโทคอนเดรียที่จะสรางพลังงานในการเคลื่อนที่ การลําเลียงสารเขา-ออกเซลลดวยวิธีการใด ตองอาศัยโปรตีนที่เยื่อหุมเซลลเปนตัวพา 1) เอนโดไซโทซิสและเอกโซไซโทซิส 2) แอกทีฟทรานสปอรตและฟาโกไซโทซิส 3) ออสโมซิสและการแพร 4) การแพรแบบฟาซิลิเทตและแอกทีฟทรานสปอรต ขอใดเปนตัวอยางของแอกทีฟทรานสปอรต 1) คารบอนไดออกไซดเคลื่อนที่จากเลือดเขาสูเนื้อเยื่อ 2) โพแทสเซียมไอออนเคลื่อนที่กลับเขาสูไซโทพลาซึมของเซลลประสาท 3) แกสออกซิเจนเคลื่อนที่ออกจากถุงลมในปอดเขาสูหลอดเลือดฝอยที่อยูรอบๆ 4) น้ําเคลื่อนที่เขาสูเซลลเมื่อเซลลอยูในสารละลายไฮโพโทนิก ขอใดเปนตัวอยางของการเคลื่อนที่แบบใชพลังงาน (Active Transport) 1) ไอออนเคลื่อนที่ในน้ําเลือด 2) กลูโคสเคลื่อนที่เขาสูเซลลของวิลไล 3) กลูโคสเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเขมขนต่ํา 4) น้ําเคลื่อนที่ภายในลําตนเนื่องจากแรงดึงจากการคายน้ํา โมเลกุลของสารใดตอไปนี้แพรผานเยื่อหุมเซลลไดงายที่สุด 1) เอทิลแอลกอฮอล 2) กลูโคส 3) กรดแอสคอรบิก 4) กรดอะมิโน ขอใดไมใชกระบวนการนําสารเขาสูเซลล 1) เอกโซไซโทซิส 2) เอนโดไซโทซิส 3) พิโนไซโทซิส 4) ฟาโกไซโทซิส กระบวนการที่ใชในการลําเลียงกลูโคสเขาสูเซลลสัตวคือขอใด 1) แอกทีฟทรานสปอรต 2) การแพรแบบฟาซิลิเทต 3) เอนโดไซโทซิส 4) เอกโซไซโทซิส นักวิทยาศาสตรสังเกตพบวา สารไซยาไนดมีผลยับยั้งการหายใจแบบใชออกซิเจนของเซลลสัตวกระบวนการใด ตอไปนี้จะไดรับผลกระทบ 1) แอกทีฟทรานสปอรตของสารผานเยื่อหุมเซลล 2) การแพรของสารผานเยื่อหุมเซลล 3) พาสซีฟทรานสปอรตของสารผานเยื่อหุมเซลล 4) ขนาดของไรโบโซมในไซโทพลาซึม กระบวนการลําเลียงสารของเซลลในขอใดแตกตางจากขออื่นมากที่สุด 1) การทําลายแบคทีเรียของนิวโทรฟล 2) การกินโพรทิสตขนาดเล็กที่อาศัยอยูในน้ําของอะมีบา 3) การดูดสารกลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือดของเซลลบุภายในทอหนวยไต 4) การหลั่งแอนติบอดีของเม็ดเลือดขาวเขาสูพลาสมา โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (69)
  • 69. 14. เหตุการณในขอใดอาศัยกระบวนการเอกโซไซโทซิส 1) การทําลาย Bacillus ของเม็ดเลือดขาว 2) การนําแบคทีเรียในน้ําเขาสูเซลลอะมีบา 3) การขับเกลือแรสวนเกินออกทางเหงือกของปลาทะเล 4) การหลั่งเอนไซมยอยซากอินทรียของเห็ดรา 15. กระบวนการใดตอไปนี้จะไดรับผลกระทบโดยตรง ถาไมโทคอนเดรียของเซลลไมสามารถทํางานได 1) การดูดซึมแอลกอฮอลของเซลล 2) การเคลื่อนที่ของน้ําเขาและออกเซลล 3) การเคลื่อนที่ของแกสออกซิเจนผานเยื่อหุมเซลล 4) การเคลื่อนที่ของกลูโคสจากความเขมขนนอยไปยังความเขมขนมาก 16. สารละลายโซเดียมคลอไรดเขมขน 0.9% เปนสารละลายไอโซโทนิกตอเซลลเม็ดเลือดแดง เมื่อนําเซลล เม็ดเลือดแดงไปแชในสารละลายโซเดียมคลอไรดเขมขน 0.3% จะเกิดผลอยางไร 1) น้ําเคลื่อนที่เขาสูเซลลเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงแตก 2) น้ําเคลื่อนที่ออกจากเซลลเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงแตก 3) น้ําเคลื่อนที่เขาสูเซลลเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงเหี่ยว 4) น้ําเคลื่อนที่ออกจากเซลลเม็ดเลือดแดง ทําใหเม็ดเลือดแดงเหี่ยว 17. เซลลไขกบถูกนําไปแชในสารละลายไอโซโทนิกจะเกิดผลอยางไร 1) เซลลแตก 2) เซลลเหี่ยว 3) เซลลยังคงสภาพเดิม 4) เซลลมีปริมาตรเพิ่มขึ้น 18. เมื่อนําเซลลสัตวไปไวในสารละลายไฮโพโทนิกจะเกิดผลอยางไร 1) เซลลเตง 2) เซลลเหี่ยว 3) เซลลจะหลั่งเอนไซม 4) เซลลยังคงสภาพเดิม 19. สภาวะใดที่จะทําใหเซลลเม็ดเลือดแดงแตก 1) pH = 7.5 2) อุณหภูมิ 37°C 3) ถูกนําไปไวในน้ํากลั่น 4) ถูกนําไปไวในสารละลายเกลือแกง 11% 20. ของเหลวที่มีแรงดันออสโมติกเทาใดตอไปนี้จัดเปนไฮโพโทนิกตอเซลลที่มีแรงดันออสโมติก 5,200 มิลลิเมตรปรอท 1) 5,400 มิลลิเมตรปรอท 2) 5,200 มิลลิเมตรปรอท 3) 5,000 มิลลิเมตรปรอท 4) ตัวเลือก 1) และ 3) 21. ถาความเขมขนในไซโทพลาซึมของเซลลเทากับ 0.05% ถานําเซลลนี้ไปไวในสารละลายชนิดหนึ่งปรากฏวา เซลลบวมเตงแลวแตก แสดงวาสารละลายนี้มีความเขมขนเทาใด 1) 0.005% 2) 0.05% 3) 0.5% 4) 5% 22. นักเรียนคนหนึ่งทําการทดลองโดยนําไขกบไปไวในสารละลายเกลือแกง เมื่อเวลาผานไปปรากฏวาเซลลมี มวลเพิ่มขึ้นอยางมีนัยสําคัญ ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับสารละลายดังกลาว 1) เปนสารละลายไฮเพอรโทนิกตอไขกบ 2) เปนสารละลายไฮโพโทนิกตอไขกบ 3) เปนสารละลายไอโซโทนิกตอไขกบ 4) เปนสารละลายอิ่มตัว วิทยาศาสตร ชีววิทยา (70) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 70. 23. น้ําจะออสโมซิสเขาไปภายในเซลล ถาเซลลนั้นถูกนําออกจากสารละลาย .......... ........... ไปไวใน สารละลาย .......... ........... ตามลําดับ และ คืออะไร ตามลําดับ 1) สารละลายไอโซโทนิกและสารละลายไฮโพโทนิก 2) สารละลายไอโซโทนิกและสารละลายไฮเพอรโทนิก 3) สารละลายไฮโพโทนิกและสารละลายไอโซโทนิก 4) สารละลายไฮโพโทนิกและสารละลายไฮเพอรโทนิก 24. ถาความเขมขนของสารละลาย A สูงกวาความเขมขนของสารละลาย B ขอใดกลาวถูกตอง 1) สารละลาย A เปนไอโซโทนิกตอสารละลาย B 2) สารละลาย A เปนออสโมติกตอสารละลาย B 3) สารละลาย A เปนไฮโพโทนิกตอสารละลาย B 4) สารละลาย A เปนไฮเพอรโทนิกตอสารละลาย B 25. เหตุการณใดจะเกิดขึ้นเมื่อนําเม็ดเลือดแดงของมนุษยไปแขวนลอยในสารละลายไฮเพอรโทนิก 1) ไมมีอะไรเกิดขึ้น เพราะเม็ดเลือดแดงปกติก็แขวนลอยอยูในสารละลายไฮเพอรโทนิกอยูแลว 2) น้ําจะแพรออกจากเซลลเม็ดเลือดแดง ทําใหเซลลเหี่ยว 3) มีแรงดันออสโมติกสูง น้ําจะแพรเขาสูเซลล ทําใหเซลลแตก 4) น้ําจะแพรออกจากเซลล แตผนังเซลลมีความแข็งแรงจึงชวยใหเซลลคงรูปรางไวได 26. ถานักเรียนลอกผนังเซลลใบวานกาบหอยออก แลวนําเซลลไปแชในสารละลายไฮโพโทนิกจะเกิดอะไรขึ้นกับเซลล 1) เซลลตาย เพราะเซลลพืชไมสามารถมีชีวิตอยูไดถาไมมีผนังเซลล 2) เซลลขยายขนาดและแตกในที่สุด 3) เซลลเหี่ยวเพราะแวคิวโอลในเซลลมีขนาดเล็กลง 4) นิวเคลียสของเซลลจะแตก แตเซลลยังคงสภาพเดิม 27. ถาเซลลอยูในสารละลายไอโซโทนิก ขอใดตอไปนี้กลาวถูกตอง 1) น้ําออสโมซิสเขาสูเซลลจึงทําใหเซลลเตงและแตกในที่สุด 2) เซลลจะคงสภาพเดิม เพราะไมมีการเคลื่อนที่ของน้ํา 3) น้ําออสโมซิสออกจากเซลลจึงทําใหเซลลเหี่ยว 4) เกิดการออสโมซิสของน้ําเขาและออกเซลลเทาๆ กันจึงทําใหเซลลยังคงสภาพเดิม 28. จงศึกษาขอมูลจากตารางที่กําหนด แลวตอบคําถาม ตารางความเขมขนของไอออนธาตุตางๆ ในสารละลายแวคิวโอลของสาหรายไฟที่อยูในสระน้ําจืด และความเขมขนของไอออนในน้ําของสระ สารละลาย โพแทสเซียม 0.05 59 ความเขมขนของไอออน (mg/1,000 cm3) โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม 1.2 3.0 1.3 86 22 19 ในน้ําจืด ในแวคิวโอล ขอใดกลาวถูกตอง 1) ไอออนของธาตุตางๆ จะเคลื่อนที่เขาสูเซลลของสาหรายไฟดวยวิธีการแพร 2) ไอออนของธาตุตางๆ จะเคลื่อนที่เขาสูเซลลของสาหรายไฟดวยวิธีการออสโมซิส 3) ไอออนของธาตุตางๆ จะเคลื่อนที่เขาสูเซลลของสาหรายไฟดวยวิธีแอกทีฟทรานสปอรต 4) ไอออนของธาตุตางๆ จะเคลื่อนที่เขาสูเซลลของสาหรายไฟดวยวิธีการเอนโดไซโทซิส โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 คลอไรด 1.0 107 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (71)
  • 71. 29. เด็กชายสมปองหั่นมันฝรั่งออกเปน 4 ชิ้น นําแตละชิ้นไปชั่งมวลและใสลงในน้ําเชื่อมที่มีความเขมขนแตกตางกัน หลังจากนั้น 4 ชั่วโมง นํามันฝรั่งแตละชิ้นออกจากสารละลาย ทําใหแหงแลวชั่งมวลอีกครั้ง มวลของมันฝรั่ง แตละชิ้นกอนและหลังแชในน้ําเชื่อมเปนดังตารางดานลาง น้ําเชื่อม A B C D มวลกอนแช(g) 24 25 28 32 น้ําเชื่อมชนิดใดเจือจางมากที่สุด 1) A 2) B มวลหลังแช(g) 22 34 23 35 3) C 4) D ตอนที่ 3 : การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 3.1 การรักษาดุลยภาพของพืช 1. พืชที่เติบโตอยูในทะเลทรายมักจะมีใบขนาดเล็กและปากใบนอย การปรับตัวดังกลาวเพื่อวัตถุประสงคใด 1) เพื่อลดการคายน้ํา 2) เพื่อปองกันไมใหใบพืชถูกเผาไหมดวยแสงอาทิตย 3) เพื่อเพิ่มอัตราการสังเคราะหดวยแสง 4) เพื่อปองกันไมใหสัตวมากัดกินใบ 2. การปรับตัวในขอใดที่ชวยในการควบคุมอุณหภูมิของพืช 1) มีใบขนาดใหญเพื่อชวยเพิ่มความเย็น 2) เพิ่มการผลิตเมล็ด 3) การลําเลียงกลูโคสไปยังราก 4) การระเหยของน้ําออกจากปากใบ 3. การคายน้ําของพืชจะเกิดขึ้นสูงสุดเมื่ออยูในสภาวะใด 1) ที่รมและลมสงบ 2) ที่รมและมีลมพัด 3) กลางแดดและลมสงบ 4) กลางแดดและมีลมพัด 3.2 การรักษาดุลยภาพของน้ําและสารตางๆ ภายในรางกาย 1. แอนติไดยูเรติกฮอรโมน (ADH) ถูกหลั่งจากอวัยวะใด 1) ไต 2) ตับออน 3) ตอมใตสมองสวนหนา 4) ตอมใตสมองสวนหลัง 2. ขอใดเปนบทบาทของวาโซเพรสซิน 1) เพิ่มการดูดกลับน้ําที่ไต 2) เพิ่มการดูดกลับน้ําตาลที่ไต 3) ลดการดูดกลับน้ําที่ไต 4) ลดการดูดกลับน้ําตาลที่ไต 3. เมื่อปริมาณ ADH ในเลือดเพิ่มขึ้นจะเกิดผลอยางไร 1) มีการดูดกลับน้ํานอย และปริมาณปสสาวะเพิ่มขึ้น 2) มีการดูดกลับน้ํานอย และปริมาณปสสาวะลดลง 3) มีการดูดกลับน้ํามาก และปริมาณปสสาวะลดลง 4) มีการดูดกลับน้ํามาก และปริมาณปสสาวะเพิ่มขึ้น วิทยาศาสตร ชีววิทยา (72) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 72. 4. ถาระดับ ADH ในเลือดสูงขึ้นจะเกิดเหตุการณดังขอใด 1) เพิ่มการขับน้ําออกจากรางกาย 2) ลดแรงดันในการกรองสารที่หนวยไต 3) ลดการดูดกลับกลูโคส 4) เพิ่มความเขมเขนของปสสาวะ 5. ขอใดเปนผลจากการหลั่ง ADH ของรางกาย 1) ความดันเลือดเพิ่มขึ้น 2) เพิ่มการดูดกลับโซเดียมไอออนของหนวยไต 3) ลดปริมาณยูเรียในปสสาวะ 4) ลดการดูดกลับโซเดียมไบคารบอเนตของทอหนวยไต 6. ขอใดตอไปนี้เปนสาเหตุใหไตผลิตปสสาวะที่เขมขน 1) ปริมาตรเลือดเพิ่มขึ้น 2) การดื่มแอลกอฮอล 3) ความดันเลือดลดลง 4) การหลั่งฮอรโมน ADH ลดลง 7. ในภาวะปกติรางกายของเราจะกําจัดน้ําสวนเกินออกจากรางกายในรูปของสารใดบาง เรียงลําดับจากมากสุด ไปนอยสุด 1) ปสสาวะ > เหงื่อ > อุจจาระ > ลมหายใจออก 2) ปสสาวะ > เหงื่อ > ลมหายใจออก > อุจจาระ 3) ปสสาวะ > อุจจาระ > เหงื่อ > ลมหายใจออก 4) ปสสาวะ > อุจจาระ > ลมหายใจออก > เหงื่อ 8. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับไตของคน 1) ทําหนาที่สะสมสารอาหาร เชน ไกลโคเจน 2) ผลิตปสสาวะที่เจือจางเมื่อทอรวมดูดกลับน้ําไดนอยลง 3) ตอบสนองตอฮอรโมน ADH โดยการเพิ่มการสรางปสสาวะ 4) กําจัดยูเรียออกจากรางกายโดยการขับเขาสูหวงเฮนเล 9. ขอใดไมใชหนาที่ของไตในสัตวเลี้ยงลูกดวยนม 1) รักษาสมดุลน้ํา 2) ควบคุมโซเดียมไอออนในเลือด 3) สรางยูเรีย 4) กําจัดน้ําสวนเกิน 10. เหตุการณใดจะไมเกิดขึ้น ถารางกายขาดน้ํา 1) กระหายน้ํามากขึ้น 2) เลือดเขมขนมากขึ้น 3) ความดันเลือดเพิ่มขึ้น 4) ไฮโพทาลามัสกระตุนการทํางานของตอมใตสมองสวนทาย 3.3 การรักษากรด-เบสในรางกาย 1. หลังการออกกําลังกายอยางหนัก เลือดในรางกายจะมีสภาพอยางไร 1) เลือดมีสภาพเปนเบส เพราะมี OH- ในเลือดต่ํา 2) เลือดมีสภาพเปนเบส เพราะมี OH- ในเลือดสูง 3) เลือดมีสภาพเปนกรด เพราะมี H+ ในเลือดต่ํา 4) เลือดมีสภาพเปนกรด เพราะมี H+ ในเลือดสูง 2. ขอใดแสดงสภาวะของเลือดในคนกอนและหลังการออกกําลังกายใหมๆ ไมถูกตอง คาที่วัด 1) 2) 3) 4) คา pH ของเลือด ความเขมขนของออกซิเจน (หนวย/ซม3) ความเขมขนของคารบอนไดออกไซด (หนวย/ซม3) ความเขมขนของกรดแลกติก (หนวย/ซม3) โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 กอนออกกําลังกาย 7.4 30 60 15 หลังออกกําลังกาย 7.8 20 65 35 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (73)
  • 73. 3.4 การรักษาดุลยภาพของน้ําและแรธาตุในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ 1. นักชีววิทยาศึกษาความเขมขนของปสสาวะของสัตวเลี้ยงลูกดวยนมที่อาศัยอยูบนบก ปลาน้ําจืด และปลาน้ําเค็ม ขอใดตอไปนี้ถูกตอง 1) 2) 3) 4) สัตวเลี้ยงลูกดวยนมที่อาศัยอยูบนบก ผลิตปสสาวะเจือจาง ผลิตปสสาวะเขมขน ผลิตปสสาวะเจือจาง ผลิตปสสาวะเขมขน ปลาน้ําจืด ผลิตปสสาวะเขมขน ผลิตปสสาวะเจือจาง ผลิตปสสาวะเขมขน ผลิตปสสาวะเจือจาง ปลาน้ําเค็ม ผลิตปสสาวะเจือจาง ผลิตปสสาวะเจือจาง ผลิตปสสาวะเขมขน ผลิตปสสาวะเขมขน 2. ปลาน้ําจืดที่นําไปเลี้ยงในน้ําทะเลจะตายอยางรวดเร็ว ทั้งนี้เปนเพราะเหตุใด 1) น้ําทะเลมีปริมาณแกสออกซิเจนนอยกวาน้ําจืด 2) คารบอนไดออกไซดในรางกายถูกกําจัดออกไปไดยาก 3) ไอออนเคลื่อนที่ออกจากรางกายโดยการออสโมซิส 4) น้ําในรางกายออสโมซิสสูภายนอก 3. ปลาทะเลมีกลไกการควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรดวยวิธีตอไปนี้ ยกเวนขอใด 1) มีตอมขับเกลือออกจากรางกาย 2) มีเซลลที่เหงือกกําจัดเกลือสวนเกินออก 3) กินน้ําทางปากเพื่อชดเชยน้ําที่สูญเสียไป 4) ขับปสสาวะที่เจือจางเพื่อรักษาเกลือแรในรางกายใหคงที่ 4. การเปรียบเทียบลักษณะของปลาน้ําจืดและปลาทะเลในขอใดไมถูกตอง ปลาน้ําจืด 1) 2) 3) 4) ผิวหนังและเกล็ดปองกันไมใหน้ําซึมเขาสูรางกาย แรงดันออสโมติกของของเหลวในรางกายต่ํากวา น้ําในแหลงอาศัย ขับปสสาวะบอย ปริมาณมาก และเจือจาง เหงือกคอยดูดซึมแรธาตุกลับเขาสูรางกาย ปลาทะเล ผิวหนังและเกล็ดปองกันไมใหแรธาตุจากน้ําทะเล ซึมเขาสูรางกาย แรงดันออสโมติกของของเหลวในรางกายสูงกวา น้ําทะเล ขับปสสาวะนอย และมีความเขมขนสูง เหงือกขับแรธาตุสวนเกินออกจากรางกาย 5. อวัยวะในขอใดทําหนาทีแตกตางจากอวัยวะในขออื่นอยางชัดเจน ่ 1) เหงือกของปลาทู 2) ตอมทอนซิลของคน 3) ตอมนาซัลของนกทะเล 4) ตอมขับเกลือที่ผิวใบของตนแสม วิทยาศาสตร ชีววิทยา (74) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 74. 3.5 การรักษาดุลยภาพอุณหภูมิรางกาย 1. สิ่งมีชีวิตกลุมใดตอไปนี้ที่ใชพลังงานจากเมแทบอลิซึมในการรักษาอุณหภูมิรางกายใหคงที่ ก. ปลา ข. สัตวปก ค. สัตวเลื้อยคลาน ง. สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก จ. สัตวเลี้ยงลูกดวยนม 1) ก., ข., ค., ง., และ จ. 2) ข., ค., และ จ. 3) ข. และ จ. 4) จ. เทานั้น 2. ในการทดลองไฮโพทาลามัสของหนูถูกทําใหมีอุณหภูมิต่ํากวาอุณหภูมิรางกายปกติ 2 องศาเซลเซียส เหตุการณใดจะเกิดขึ้น 1) เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่ผิวหนัง 2) เพิ่มอัตราการเกิดเมแทบอลิซึม 3) เพิ่มการหลั่งเหงื่อ 4) ลดกิจกรรมการทํางานของกลามเนื้อแขนขา 3. ขอใดเปนการตอบสนองตออุณหภูมิของสิ่งแวดลอมที่ต่ําลงของสัตวเลือดอุน 1) ลดปริมาณออกซิเจนที่จะเขาไปในรางกาย 2) ลดการทํางานของกลามเนื้อ 3) ลดปริมาณเลือดที่จะไหลไปยังบริเวณผิวหนัง 4) ลดอัตราเมแทบอลิซึมภายในเซลล 4. อุณหภูมิรางกายของงูจะแปรเปลี่ยนตลอดวัน ขอใดกลาวถูกตอง 1) งูเปนสัตวเลือดเย็น 2) ควบคุมสมดุลของน้ําในรางกายคอนขางยาก 3) การปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอมคอนขางยากลําบาก 4) ไมมีการปรับตัวทางดานโครงสรางเพื่อตอบสนองตออุณหภูมิของสิ่งแวดลอมที่เปลี่ยนไป 5. ขอความใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิรางกายของสัตว 1) สัตวน้ําทั้งหมดเปนสัตวเลือดอุน 2) อุณหภูมิรางกายของสัตวเลือดเย็นจะเทากับอุณหภูมิของสิ่งแวดลอมเสมอ 3) การหายใจระดับเซลลของสัตวเลือดเย็นไมมีพลังงานความรอนเกิดขึ้น 4) อัตราการหายใจระดับเซลลของสัตวเลือดอุนจะขึ้นอยูกับอุณหภูมิของสิ่งแวดลอม 6. แผนภาพดานลางแสดงการรักษาสมดุลของอุณหภูมิในรางกายของสัตวเลือดอุน อุณหภูมิรางกาย เพิ่มขึ้น การตอบสนอง X หนวยรับรูการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิทํางาน สมองตรวจสอบกระแสประสาทที่สงเขามา สมองตรวจสอบกระแสประสาทที่สงเขามา หนวยรับรูการเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิทํางาน การตอบสนอง X คืออะไร 1) เพิ่มอัตราการผลิตและขับเหงื่อ 3) เพิ่มอัตราการผลิตและขับปสสาวะ อุณหภูมิรางกาย ลดลง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 การตอบสนอง Y 2) ลดอัตราการผลิตและขับเหงื่อ 4) ลดอัตราการผลิตและขับปสสาวะ _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (75)
  • 75. 7. นักวิทยาศาสตรนําสัตว 4 ชนิด มาศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิรางกายในหองทดลองโดยจําลอง สภาพที่อยูอาศัยเสมือนจริงสําหรับสัตวแตละชนิด จากนั้นวัดอุณหภูมิรางกายของสัตวแตละชนิดเมื่อสิ่งแวดลอม มีอุณหภูมิเปลี่ยนไป ผลการศึกษาเปนดังกราฟ อุณหภูมิรางกาย (°C) อุณหภูมิของสิ่งแวดลอม (°C) ขอความใดสอดคลองกับขอมูลจากกราฟมากที่สุด 1) สัตว I มีรักษาอุณหภูมิของรางกายใหคงที่ โดยการสั่นของกลามเนื้อเมื่อสิ่งแวดลอมมีอุณหภูมิต่ํากวา 37°C 2) สัตว II รักษาอุณหภูมิของรางกายใหคงที่ได เมื่ออุณหภูมิของสิ่งแวดลอมอยูในชวง 0–30°C 3) สัตว I และ II นาจะเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม 4) สัตว IV นาจะเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนมที่อาศัยอยูในทะเล 8. ถารางกายของนักเรียนมีอุณหภูมิต่ําลง รางกายจะมีกลไกที่หลากหลายเพื่อรักษาสมดุลของอุณหภูมิใหคงที่ ขอใดไมใชวิธีการทางสรีระที่จะตอบสนองเมื่ออุณหภูมิของรางกายลดต่ําลง 1) เกิดการหดตัวของกลามเนื้อทําใหขนลุกชันขึ้น 2) เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมไขมัน 3) ลดอัตราการผลิตเหงื่อ 4) หลอดเลือดที่ผิวหนังขยายขนาดเสนผานศูนยกลางใหมากขึ้น 9. เมื่ออุณหภูมิรางกายสูงกวา 37°C จะไมเกิดเหตุการณใดขึ้น 1) ตอมเหงื่อทํางานมากขึ้น 2) อัตราเมแทบอลิซึมมากขึ้น 3) หลอดเลือดที่ผิวหนังขยายตัวมากขึ้น 4) ปริมาณเลือดที่จะไปยังผิวหนังมากขึ้น 10. ขอใดเปนตัวอยางของการรักษาสมดุลของรางกาย (Homeostasis) 1) การหายใจเขาเพื่อรับออกซิเจน 2) การกําจัดกากอาหารที่ยอยไมไดออกทางทวารหนัก 3) การควบคุมน้ําตาลในเลือด 4) การขับปสสาวะออกจากกระเพาะปสสาวะจนหมด ตอนที่ 4 : ภูมิคุมกันของรางกาย 1. ภูมิคุมกันระยะยาวเปนผลมาจากสิ่งใดตอไปนี้ 1) การฉีดวัคซีนปองกันโรคโปลิโอ 3) การฉีดอิมมูโนโกลบูลิน 2. ขอใดเปนลักษณะของระบบน้ําเหลือง 1) หลอดน้ําเหลืองไมมีลิ้นกั้น 3) มีฟาโกไซตเปนสวนประกอบ 2) การอักเสบจากการถูกผึ้งตอย 4) ฟตัสไดรับภูมิคุมกันจากแม 2) มีเม็ดเลือดแดงเปนสวนประกอบ 4) น้ําเหลืองสามารถไหลไดสองทิศทาง วิทยาศาสตร ชีววิทยา (76) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 76. 3. ขอใดเกี่ยวของกับภูมิคุมกันดานแรกเมื่อมีแบคทีเรียเขามาในรางกาย 1) Lysozyme 2) Interferons 3) Antibody 4) Killer T cells 4. โรคคอตีบมีสาเหตุมาจากรางกายไดรับเชื้อแบคทีเรีย Corynebacteria Diphtheriae เด็กทารกอายุ 6 เดือน จะมีภูมิคุมกันรับมาถาเปนดังขอใด 1) ไดรับเลือดจากพอ 2) ไดรับการฉีดแกมมาโกลบูลินจากแม 3) ไดดื่มน้ํานมแม 4) ไดรับการฉีดแบคทีเรียที่กอใหเกิดโรคคอตีบที่ตายแลว 5. วัคซีนกอใหเกิดภูมิคุมกันไดอยางไร 1) เปนสาเหตุใหรางกายสรางแอนติบอดี 2) ปองกันเชื้อโรคทุกชนิดที่จะเขาสูรางกาย 3) กินและทําลายแบคทีเรียที่เขาสูรางกาย 4) สรางแอนติเจนเพื่อทําลายแบคทีเรีย 6. แอนติเจน (Anigen) คือ 1) สารเคมีที่ใชในการตอตานเชื้อโรค 2) สิ่งมีชีวิตที่เปนสาเหตุใหเกิดโรคตางๆ 3) สิ่งแปลกปลอมที่เปนสาเหตุใหรางกายเกิดการสรางแอนติบอดี 4) สารเคมีที่หลั่งออกมาในระหวางกระบวนการสรางภูมิคุมกันของรางกาย 7. หนาที่ของฟาโกไซตในรางกายมนุษยคือ 1) สรางแอนติเจน 2) กินจุลินทรียที่เขาสูรางกาย 3) ทําลายแอนติบอดี 4) สรางแอนติบอดี 8. สิ่งใดตอไปนี้ชวยปองกันไมใหเชื้อโรคเขาสูรางกาย 1) ซิเลีย 2) แอนติเจน 3) ลิมโฟไซตชนิดบี 4) การอักเสบ 9. แอนติบอดีสังเคราะหโดยเซลลใด 1) ลิมโฟไซตชนิดบี 2) ฟาโกไซต 3) เซลลทีผูชวย 4) นิวโทรฟล 10. เพราะเหตุใดการใชแบคทีเรียที่ตายแลวหรือแบคทีเรียที่ออนฤทธิ์ลงในการสรางภูมิคุมกัน จึงชวยปองกัน ไมใหรางกายติดเชื้อได 1) แอนติบอดีจะถูกสรางขึ้นมาเพื่อตอตานแบคทีเรียเหลานั้น 2) รางกายจะมีไขซึ่งจะไปฆาแบคทีเรียที่มีประโยชนตอรางกาย 3) วงจรชีวิตของแบคทีเรียถูกยับยั้ง 4) ไวรัสที่จะตอสูกับแบคทีเรียถูกกระตุนใหทํางาน 11. หนาที่สําคัญของระบบน้ําเหลืองในสัตวเลี้ยงลูกดวยนมคือขอใด 1) นําของเหลวที่ออกไปจากหลอดเลือดฝอยกลับเขาสูระบบหมุนเวียนเลือด 2) ควบคุมความเขมขนของสารละลายในรางกายใหมีแรงดันออสโมติกที่เหมาะสม 3) ตอตานเชื้อโรคโดยลําเลียงน้ําเหลืองจากบริเวณที่เชื้อโรคเขาสูรางกายไปกรองที่ไต 4) ลําเลียงน้ําเหลืองไปยังบริเวณที่ไดรับอันตรายของรางกาย เชน บริเวณที่ถูกมีดบาด 12. หนาที่ของตอมน้ําเหลืองคือขอใด 1) กรองซากของเซลล 2) ผลิตเกล็ดเลือด 3) ทําลายเซลลเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุแลว 4) ผลิตน้ําเหลือง โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (77)
  • 77. 13. ขอใดเรียงลําดับเหตุการณที่เกิดขึ้นในระหวางเกิดการอักเสบไดถูกตอง ก. เกิดหนองบริเวณที่ไดรับบาดเจ็บ ข. เซลลที่ไดรับอันตรายหลั่งฮิสตามีน ค. ความสามารถในการยอมใหสารผานเขา-ออกของหลอดเลือดฝอยเพิ่มขึ้น ง. เกิดอาการบวมแดงบริเวณที่ไดรับบาดเจ็บ 1) ก. → ข. → ง. → ค. 2) ข. → ก. → ค. → ง. 3) ข. → ค. → ง. → ก. 4) ค. → ง. → ข. → ก. 14. เหตุการณใดตอไปนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีแอนติเจนเขาสูรางกาย 1) เกิดการผลิตเกล็ดเลือดเพิ่มมากขึ้น 2) เม็ดเลือดแดงฟาโกไซโทซิสแอนติเจน 3) แอนติบอดีจะปรับเปลี่ยนรูปรางใหเหมาะสมกับแอนติเจน 4) มีการสรางแอนติบอดีที่มีความจําเพาะตอแอนติเจน 15. เมื่อมีแบคทีเรียในเลือดจะเปนสาเหตุใหรางกายผลิตสารใด 1) เมือก 2) แอนติเจน 3) แอนติบอดี 4) กรดไฮโดรคลอริก 16. เอดส (AIDS) มีสาเหตุมาจากไวรัส HIV บุคคลที่เปนเอดสมีโอกาสเสี่ยงที่จะเปนโรคแทรกซอนอื่นๆ เชน โรคติดเชื้อตางๆ และโรคมะเร็งซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุมกันบกพรอง ทั้งนี้เปนเพราะไวรัส HIV ไปทําลายเซลล ชนิดใดของรางกาย 1) เซลลบี (B-cell) 2) แมโครฟาจ (Macrophage) 3) เซลลที (T-cell) 4) เซลลพลาสมา (Plasma cell) 17. ภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะของมนุษยคือขอใด 1) การสรางแอนติบอดีโดยพลาสมาเซลล 2) การตอบสนองตอแบคทีเรียแตละชนิดแตกตางกัน 3) การทําลายเซลลแบคทีเรียโดยเอนไซมในน้ําลาย 4) ตัวเลือก 1) และ 3) 18. ขอใดไมใชภูมิคุมกันแบบไมจําเพาะเจาะจง (Non-Specific Immune) 1) กรดเกลือในกระเพาะอาหาร 2) ไลโซไซมในน้ําตา 3) นิวโทรฟลฟาโกไซไทซิสแบคทีเรีย 4) พลาสมาเซลลสรางแอนติบอดีตอตานแบคทีเรีย 19. อวัยวะใดไมใชอวัยวะน้ําเหลือง ก. มาม ข. ตอมไทมัส ค. ตอมไทรอยด ง. ตอมหมวกไต 1) ก. เทานั้น 2) ง. เทานั้น 3) ก. และ ข. 4) ค. และ ง. 20. ขอใดจะกอใหเกิดภูมิคุมกันแบบรับมา 1) การฉีดวัคซีนปองกันวัณโรค 2) การฉีดเซรุมแกพิษงู 3) การติดไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 จากเพื่อน 4) การฉีดทอกซอยดปองกันโรคบาดทะยัก 21. โรคหรืออาการใดตอไปนี้สามารถรักษาไดดวยยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) 1) อีสุกอีใส 2) เอดส 3) ไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 4) อาการเจ็บคอ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (78) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 78. 22. ขอใดเกี่ยวของกับภูมิคุมกันกอเอง ก. ทารกแรกเกิดดูดน้ํานมจากอกแมเปนเวลานาน 6 เดือน ข. การฉีดเซรุมปองกันพิษงูใหแกชาวนาที่ถูกงูเหากัด ค. การฉีดทอกซอยดปองกันโรคคอตีบใหแกทารกอายุ 2 เดือน ง. การติดเชื้อไวรัสจากการเลนกับเพื่อนที่เปนไขหวัด 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ค. และ ง. 23. ขอใดไมถูกตอง 1) มามเปนอวัยวะน้ําเหลืองที่มีขนาดเล็กกวาตอมไทมัส 2) ตอมน้ําเหลืองอยูภายในหลอดน้ําเหลือง และกระจายตัวอยูทั่วรางกาย 3) หลอดน้ําเหลืองมีลิ้นกั้นอยูภายในเปนระยะๆ 4) ตอมไทมัสเปนทั้งอวัยวะน้ําเหลือง และตอมไรทอ 24. อวัยวะน้ําเหลืองใดกรองเชื้อโรคออกจากเลือด 1) มาม 2) ทอนซิล 3) ตอมน้ําเหลือง 4) ตอมไทมัส 25. ขอใดไมใชลักษณะเฉพาะของไวรัส HIV 1) กลายพันธุไดงาย 2) ทําลายเซลลเม็ดเลือดทุกชนิด 3) เพิ่มจํานวนโดยใชวัตถุดิบจากเซลลที่ถูกทําลาย 4) ถายทอดไดทางเพศสัมพันธ หรือรับเลือดจากผูติดเชื้อ 26. ไขหวัดใหญสายพันธุใหม 2009 ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโกเมื่อเดือนเมษายน 2552 เกิดขึ้นจาก สิ่งมีชีวิตชนิดใด 1) แบคทีเรีย H1N1 2) ไวรัส H1N1 3) แบคทีเรีย H5N1 4) ไวรัส H5N1 27. ขอความใดกลาวไมถูกตอง 1) วัคซีนปองกันโรคคอตีบ บาดทะยัก สกัดจากสารพิษทอกซอยด 2) วัคซีนปองกันโรคไอกรน ไทฟอยด สกัดมาจากจุลินทรียที่ตายแลว 3) การฉีดวัคซีนทําใหรางกายมีภูมิคุมกันทันทีและเกิดภูมิคุมกันอยูนาน 4) วัคซีนปองกันโรคโปลิโอ หัดเยอรมัน และคางทูม สกัดมาจากจุลินทรียที่มีชีวิตอยู 28. อวัยวะใดทําหนาที่ในระบบน้ําเหลือง 4 3 1 2 1) 1 2) 2 3) 3 29. วัคซีนปองกันโรคใดที่ยังไมตองฉีดใหแกเด็กที่อยูในระยะแรกเกิดถึง 6 เดือน 1) หัด 2) ไอกรน 3) วัณโรค โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 4) 4 4) ตับอักเสบชนิดบี _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (79)
  • 79. 30. สิ่งใดตอไปนี้ไมจัดเปนแอนติเจน 1) เซลลมะเร็งที่ตับ 2) ฝุนละอองที่เขาสูรางกาย 3) แบคทีเรียที่อาศัยอยูในลําไสคน 4) เกสรดอกไมที่เขาสูทางเดินหายใจ 31. ขอใดไมใชปราการดานแรกของระบบภูมิคุมกันตนเองจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เขาสูรางกายของมนุษย 1) น้ําตามีไลโซไซม 2) ผิวหนังมีเคอราติน 3) กระเพาะอาหารมีกรดเกลือ 4) เม็ดเลือดขาวสรางแอนติบอดี ตอนที่ 5 : การแบงเซลล 1. วัฏจักรของเซลล (Cell Cycle) ประกอบดวย 1) ไมโทซิส และไมโอซิส 2) G1, S, และ G2 3) โพรเฟส, เมทาเฟส, แอนาเฟส และเทโลเฟส 4) อินเตอรเฟส และไมโทซิส 2. ขอใดเปนผลที่เกิดจากการแบงเซลลแบบไมโอซิส 1) เซลลลูก 2 เซลล ที่มีขอมูลทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ 2) เซลลลูก 2 เซลล ที่มีขอมูลทางพันธุกรรมแตกตางกัน 3) เซลลลูก 4 เซลล ที่มีขอมูลทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ 4) เซลลลูก 4 เซลล ที่มีขอมูลทางพันธุกรรมแตกตางกัน 3. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับเซลลที่เกิดขึ้นจากการแบงเซลลแบบไมโอซิส เมื่อเทียบกับเซลลเริ่มตน 1) มีปริมาณไซโทพลาซึมเปนสองเทา และมีปริมาณ DNA เปนครึ่งหนึ่ง 2) มีจํานวนโครโมโซมเปนครึ่งหนึ่ง และมีปริมาณ DNA เปนครึ่งหนึ่ง 3) มีจํานวนโครโมโซมเทากัน และมีปริมาณ DNA เปนครึ่งหนึ่ง 4) มีจํานวนโครโมโซมเทากัน และมีปริมาณ DNA เทากัน 4. จํานวนโครโมโซมถูกลดลงระหวางการแบงเซลลแบบไมโอซิส ทั้งนี้เปนเพราะการแบงเซลลดังกลาวประกอบดวย 1) การแบงเซลลสองครั้ง โดยมีการจําลองตัวเองของโครโมโซมสองครั้ง 2) การแบงเซลลครั้งเดียว โดยมีการจําลองตัวเองของโครโมโซมครั้งเดียว 3) การแบงเซลลสองครั้ง โดยมีการจําลองตัวเองของโครโมโซมเพียงครั้งเดียว 4) การแบงเซลลสี่ครั้ง โดยมีการจําลองตัวเองของโครโมโซมเพียงครั้งเดียว 5. สเปรมของ Phodopus Sungorus มีโครโมโซม 14 แทง แลวไซโกตของสิ่งมีชีวิตนี้จะมีโครโมโซมเทาใด 1) 7 แทง 2) 14 แทง 3) 28 แทง 4) 42 แทง 6. เซลลของใบพืช Qqercus Alba มีโครโมโซม 24 แทง แลวเซลลรากและเซลลไขมีโครโมโซมเทาใด ตามลําดับ 1) 12 แทง และ 12 แทง 2) 24 แทง และ 24 แทง 3) 48 แทง และ 12 แทง 4) 24 แทง และ 12 แทง 7. หนูเพศผูมีโครโมโซมเปนดิพลอยด 40 แทง ขอใดกลาวถูกตอง 1) โครโมโซมแตละแทงมีโครโมโซมคูเหมือน 2) เซลลผิวหนังมีโครโมโซม 20 แทง 3) ระหวางการแบงเซลลแบบไมโทซิสจํานวนโครโมโซมจะลดลง 4) ระยะสุดทายของไมโทซิสแตละเซลลจะประกอบดวย 10 โครโมโซม วิทยาศาสตร ชีววิทยา (80) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 80. 8. ขอใดกลาวถึงไมโทซิสไดถูกตอง 1) เซลลดิพลอยด 1 เซลลจะเกิดเปนเซลลดิพลอยด 2 เซลล 2) การจําลองดีเอ็นเอเกิดขึ้นในระหวางเกิดไมโทซิส 3) ไรโบโซมสรางเสนใยสปนเดิล 4) ระยะสุดทายของไมโทซิสใชเวลานานกวาอินเตอรเฟส 9. ในการแบงเซลลแบบไมโอซิสมีการแบงไซโทพลาซึม (Cytokinesis) เกิดขึ้นกี่ครั้ง 1) 1 2) 2 3) 3 4) 4 10. ไมโอซิสแตกตางจากไมโทซิส เพราะไมโอซิสมีลักษณะดังขอใด 1) เซลลสืบพันธุที่เกิดขึ้นมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกัน 2) เซลลลูกที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญกวาเซลลแม 3) เกิด 2 เซลลลูก ทุกๆ เซลลแม 1 เซลล 4) เซลลใหมที่เกิดขึ้นมีโครโมโซมเพียงครึ่งเดียวของเซลลแม 11. ความแตกตางระหวางไมโทซิสและไมโอซิสในขอใดถูกตอง 1) เซลลจะเกิดไซโทไคนีซิสในไมโทซิสเทานั้น 2) DNA จะจําลองตัวเองกอนการแบงเซลลแบบไมโอซิสเทานั้น 3) เสนใยสปนเดิลประกอบดวยไมโครทูบูลถูกสรางขึ้นในไมโทซิสเทานั้น 4) การแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมเกิดขึ้นในไมโอซิสเทานั้น 12. เซลลในขอใดที่มีขอมูลทางพันธุกรรมแตกตางกัน 1) เซลลกลามเนื้อ 2 เซลล ที่แตละเซลลมาจากฝาแฝดรวมไข 2 คน 2) เซลลประสาท 2 เซลลของบุคคลเดียวกัน 3) เซลลไข 2 เซลลของบุคคลเดียวกัน 4) เซลลตับและเซลลกลามเนื้อของบุคคลเดียวกัน 13. ภาพแสดงเซลลที่กําลังแบงตัวแบบไมโทซิส B คือสิ่งใด 1) โครโมโซม 2) เซนทริโอล 3) ไมโทคอนเดรีย 4) เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม 14. เซลลสืบพันธุ P และ Q ผสมกันกลายเปนเซลล R จากนั้นเซลล R เจริญเติบโตจนสามารถสรางเซลลสืบพันธุได 4 ชนิด คือ S, T, U, และ V ดังแผนภาพดานลาง ขอใดกลาวเกี่ยวกับจํานวนโครโมโซมในแตละเซลลไดถูกตองที่สุด 1) จํานวนโครโมโซมในเซลล P และ Q ไมเทากัน 2) จํานวนโครโมโซมในเซลล P และ S เทากัน 3) จํานวนโครโมโซมในเซลล S เปน 1/4 ของจํานวนโครโมโซมในเซลล R 4) จํานวนโครโมโซมในเซลล T เปนครึ่งหนึ่งของจํานวนโครโมโซมในเซลล Q โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (81)
  • 81. 15. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับเซนทริโอล 1) จําลองตัวเองไดกอนการแบงเซลล 2) ปรากฏขณะมีการแบงเซลลเทานั้น 3) ประกอบดวยดีเอ็นเอและโปรตีน 4) พบไดในเซลลพืช 16. ภาพ A และ B แสดงขั้นตอนสุดทายของการแบงเซลล 2 เซลล เยื่อหุมนิวเคลียส เริ่มปรากฏ 1 นิวคลีโอลัส เริ่มปรากฏ กระบวนการใดที่เกิดขึ้นบริเวณ 1 และ 2 ของเซลลทั้งสอง 1) การสรางแผนกั้นเซลลบริเวณ 1, และการคอดเขาหากันของเยื่อหุมเซลลบริเวณ 2 2) การคอดเขาหากันของเยื่อหุมเซลลบริเวณ 1, การสรางแผนกั้นเซลลบริเวณ 2 3) การจําลองตัวเองของโครโมโซมในบริเวณ 1, เสนใยสปนเดิลยึดเกาะที่เยื่อหุมนิวเคลียสและเยื่อหุมเซลล ในบริเวณ 2 4) เสนใยสปนเดิลยึดเกาะที่เยื่อหุมนิวเคลียสและเยื่อหุมเซลลในบริเวณ 1, การจําลองตัวเองของโครโมโซม ในบริเวณ 2 17. ภาพดานลางแสดงเซลลที่มีโครโมโซม 4 แทง ถาเซลลดังภาพเกิดการแบงเซลลแบบไมโอซิส เซลลลูกที่เกิดขึ้นในไมโอซิส I จะมีลักษณะอยางไร 1) 2) 3) 4) 18. ระหวางการแบงเซลลแบบไมโอซิส ถามี 40 โครมาทิดในระยะโพรเฟส I จะมีโครมาทิดจํานวนเทาใดในแตละ เซลลลูกเมื่อสิ้นสุดระยะเทโลเฟส II 1) 5 2) 10 3) 20 4) 40 19. เซลลประกอบดวย 40 โครมาทิด ในระยะเริ่มตนของไมโทซิส เมื่อสิ้นสุดจะไดเซลลลูกที่มีโครโมโซมกี่แทง 1) 5 2) 10 3) 20 4) 40 วิทยาศาสตร ชีววิทยา (82) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 82. 20. เพราะเหตุใดไมโอซิส (Meiosis) จึงเกิดในกระบวนการสรางเซลลสืบพันธุ 1) เพื่อเพิ่มจํานวนเซลลสืบพันธุเปน 2 เทา 2) เพื่อปองกันการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศที่จะเกิดขึ้นในวงจรชีวิต 3) เพื่อปองกันการแปรผันลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต 4) เพื่อสรางเซลลสืบพันธุที่มีจํานวนโครโมโซมเปนแฮพลอยด 21. เหตุการณใดไมไดเกิดขึ้นในระยะอินเตอรเฟส (Interphase) 1) การสังเคราะหโปรตีน 2) โครโมโซมจําลองตัวเอง 3) โครโมโซมปรากฏใหเห็นชัดขึ้น 4) การลําเลียงโปรตีนเขาไปภายในนิวเคลียส 22. ขอความใดกลาวเกี่ยวกับไมโทซิสไดถูกตอง 1) เกิดขึ้นในรางกายของสัตวเทานั้น 2) เกิดขึ้นในรางกายของพืชเทานั้น 3) กอใหเกิดการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต 4) กอใหเกิดการสรางเซลลสืบพันธุของสิ่งมีชีวิต 23. การจําลองดีเอ็นเอ (DNA Replication) เปนกระบวนการสําคัญที่จะเกิดขึ้นกอนกระบวนการใดของเซลล 1) การสังเคราะหโปรตีน 2) การสังเคราะห mRNA 3) การแบงเซลล 4) การสรางเอนไซม 24. ขอใดตอไปนี้ไมใชความแตกตางระหวางการแบงเซลลแบบไมโทซิส และไมโอซิส 1) ชนิดของเซลลที่สรางขึ้น 2) จํานวนโครโมโซมในเซลลลูก 3) จํานวนครั้งของการแบงนิวเคลียส 4) โครโมโซมจําลองตัวเปน 2 เทาในระยะอินเตอรเฟส 25. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับการแบงเซลลที่ปลายรากหอม 1) มีการคอดเขาหากันของผนังเซลลเพื่อใหเกิดเซลลใหม 2) มีการแบงนิวเคลียส 2 ครั้ง ตอเนื่องกัน 3) มีการจําลองตัวโครโมโซมขึ้นมาอีก 1 ชุด 4) มีระยะที่โฮโมโลกัสโครโมโซมแยกออกจากกันไปยังขั้วเซลล 26. ขอใดเกิดขึ้นในไมโอซิส แตไมไดเกิดในไมโทซิส 1) การเกิดครอสซิ่งโอเวอร 2) การสรางเสนใยสปนเดิล 3) การหายไปของเยื่อหุมนิวเคลียสและนิวคลีโอลัส 4) เกิด 4 เซลลลูก ตอนที่ 6 : การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรม 1. DNA ประกอบดวยโมเลกุลของสารใด 1) ไรโบส 2) นิวคลีโอไทด 3) กรดนิวคลีอิก 2. ขอใดไมใชลักษณะของ DNA 1) มีโครงสรางเปนสายเกลียวคู 2) อะดีนีนสรางพันธะยึดจับกับไทมีน 3) น้ําตาล และหมูฟอสเฟตเปรียบเสมือนราวบันได 4) พันธะระหวางสายเกลียว 2 สาย คือ พันธะไอออนิก โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 4) กรดอะมิโน _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (83)
  • 83. 3. ขอใดตอไปนี้อธิบายโมเลกุลของดีเอ็นเอ 1) เปนสายเกลียวของฟอสเฟตและไนโตรจีนัสเบส 2) เปนสายเกลียวคูของน้ําตาลกลูโคสและฟอสเฟต 3) เปนโครงสรางที่มีลักษณะคลายบันไดประกอบดวยไขมันและน้ําตาล 4) เปนสายคูของพอลินิวคลีโอไทดที่ยึดเหนี่ยวกันดวยพันธะไฮโดรเจน 4. กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (DNA) มีโครงสรางเปนสายเกลียวคู ขอใดตอไปนี้กลาวถูกตองเกี่ยวกับสายเกลียวคู ทั้งหมดของ DNA 1) จํานวนอะดีนีนเทากับกวานีน 2) จํานวนกวานีนเทากับไซโทซีน 3) จํานวนไทมีนเทากับไซโทซีน 4) จํานวนอะดีนีน, กวานีน, ไทมีน และไซโทซีน มีเทาๆ กัน 5. ขอใดแสดงการเขาคูกันของเบสในดีเอ็นเอไดถูกตอง 1) อะดีนีน - กวานีน และ ไทมีน - ยูราซิล 2) กวานีน - ไซโทซีน และ อะดีนีน - ยูราซิล 3) อะดีนีน - ไทมีน และ กวานีน - ไซโทซีน 4) กวานีน - ไทมีน และ อะดีนีน - ไซโทซีน 6. เบสคูสมในโมเลกุลของ DNA ขอใดถูกตอง 1) G — C, A — U 2) T — U, A — G 3) G — T, A — C 4) G — C, A — T 7. อัตราสวนของ .................... ใน DNA เทากับ 1 : 1 1) กวานีนและอะดีนีน 2) อะดีนีนและไทมีน 3) ไซโทซีนและอะดีนีน 4) ยูราซิลและไทมีน 8. ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับ DNA 1 โมเลกุล 1) A = C, T = G 2) A = G, T = C 3) A + T = G + C 4) A + G = T + C 9. นิวคลีโอไทดที่ประกอบดวยเบสชนิดใดจะพบไดใน mRNA แตไมพบใน DNA 1) ยูราซิล 2) อะดีนีน 3) กวานีน 4) ไซโทซีน 10. ขอใดตอไปนี้จัดเปนเพียวรีนเบส (Purine Base) 1) ไซโทซีน 2) กวานีน 3) ไทมีน 4) ยูราซิล 11. สวนของยีนมีไนโตรจีนัสเบสเรียงลําดับดังนี้ T-C-G-A-A-T แลวลําดับเบสที่เปนคูสายของยีนดังกลาว คือขอใด 1) A-C-G-T-A-A 2) A-C-G-U-U-A 3) A-G-C-T-T-A 4) U-G-C-A-A-U 12. ถาโมเลกุลของ DNA ประกอบดวยเบสไทมีน 35% แลวจะประกอบ ดวยเบสตอไปนี้รอยละเทาใด 1) อะดีนีน 30% 2) ไซโทซีน 30% 3) กวานีน 15% 4) ยูราซิล 35% 13. รอยละ 20 ของเบสที่เปนองคประกอบของ DNA ในมนุษย คือ กวานีน (G) แลวเบสอะดีนีน (A) ที่เปน องคประกอบของ DNA มนุษยมีเทาใด 1) 20% 2) 30% 3) 40% 4) 80% วิทยาศาสตร ชีววิทยา (84) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 84. 14. ขอใดกลาวถูกตองที่สุด 1) ยีนเปนสวนหนึ่งของดีเอ็นเอ 2) โครโมโซมแตละแทงอยูภายในดีเอ็นเอ 3) ดีเอ็นเอแตละโมเลกุลอยูภายในยีนแตละยีน 4) โครโมโซมแตละแทงประกอบดวยดีเอ็นเอ 4 โมเลกุล 15. ระหวางไมโอซิส โฮโมโลกัสโครโมโซมจะเปนดังภาพ 16. 17. 18. 19. 20. 21. 22. 23. จํานวนโมเลกุลของ DNA ในโฮโมโลกัสโครโมโซมดังภาพมีเทาใด 1) 100 โมเลกุล 2) 46 โมเลกุล 3) 4 โมเลกุล 4) 2 โมเลกุล ขอใดกลาวถูกตองเกี่ยวกับแอลลีลเดน (Dominant Allele) 1) ไมกอใหเกิดมิวเทชัน 2) เปนหนวยที่ควบคุมลักษณะของเพศชาย 3) เปนสาเหตุของการเกิดลักษณะที่เปนอันตราย 4) กอใหเกิดฟโนไทปเดียวกันในเฮเทอโรไซโกตและโฮโมไซโกต ชาวสวนคนหนึ่งผสมพันธุดอกไมสีแดงกับดอกไมสีขาว ปรากฏวาลูกที่เกิดขึ้นมีดอกสีชมพู เหตุการณดังกลาว เกี่ยวของกับสิ่งใด 1) การขมแบบสมบูรณ 2) การขมแบบไมสมบูรณ 3) การแสดงออกรวมกัน 4) การถายทอดลักษณะเดน ในมนุษย B แทน ยีนเดนควบคุมตาสีน้ําตาล, b แทน ยีนดอยควบคุมตาสีฟา จีโนไทปของพอแมที่มีตา สีน้ําตาลทั้งคูในขอใดที่จะมีโอกาสไดลูกตาสีฟา 1) BB และ Bb 2) BB และ bb 3) bb และ bb 4) Bb และ Bb สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีจีโนไทป GgTt เซลลสืบพันธุของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้จะมีจีโนไทปแบบใดไดบาง 1) G, g, T, t 2) Gg, gT, GT, gt 3) GG, gg, TT, tt 4) GT, Gt, gT , gt ถานักเรียนผสมสิ่งมีชีวิตที่เปนดิพลอยดโฮโมไซกัสรีเซสซีฟกับสิ่งมีชีวิตที่เปนเฮเทอโรไซกัส โอกาสที่จะไดลูก ที่มีฟโนไทปเปนโฮโมไซกัสรีเซสซีพเปนเทาใด 1) 0% 2) 25% 3) 50% 4) 100% โครโมโซมเพศที่ผูหญิงไดรับมาจากแมมีกี่แทง 1) 1 2) 2 3) 23 4) 46 ลักษณะใดของคนที่มีความแปรผันไมตอเนื่อง 1) หมูเลือด 2) น้ําหนัก 3) ความสูง 4) ความกวางของฝามือ ลักษณะใดของมนุษยที่ถูกควบคุมโดยยีนเทานั้น 1) อายุตาย 2) หมูเลือด 3) มะเร็งปอด 4) โรคภาวะบกพรองทางโภชนาการ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (85)
  • 85. 24. มนุษยแตละคนอาจมีเลือดหมู A, B, O หรือ AB ซึ่งเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกกําหนดโดย 1) ฟโนไทป 2) มัลติเปลอัลลีล 3) ยีนบนโครโมโซม X 4) โฮโมโลกัสโครโมโซม 3 แทง 25. การใหและรับเลือดในขอใดผูรับจะไมเปนอันตราย 1) ผูใหหมูเลือด A ผูรับหมูเลือด O 2) ผูใหหมูเลือด A ผูรับหมูเลือด B 3) ผูใหหมูเลือด O ผูรับหมูเลือด B 4) ผูใหหมูเลือด AB ผูรับหมูเลือด O 26. คนที่มีเลือดหมู A สามารถรับเลือดไดจากบุคคลที่มีจีโนไทปแบบใด 1) IAIB 2) IBIB 3) IBi 4) ii 27. ผูหญิงเลือดหมู AB แตงงานกับชายเลือดหมู B ลูกที่เกิดมาไมมีโอกาสเลือดหมูใด 1) A 2) B 3) AB 4) O 28. พอ-แมที่มีหมูเลือดระบบ ABO แบบใด มีโอกาสใหกําเนิดลูกที่มีฟโนไทปแตกตางกันไดถึง 4 แบบ 1) B × B 2) A × B 3) O × AB 4) AB × AB 29. ชายคนหนึ่งเลือดหมู A ซึ่งมีพอเลือดหมู O แตงงานกับหญิงที่มีเลือดหมู B ซึ่งมีแมเลือดหมู O ลูกของ ชาย-หญิง คูนี้จะมีเลือดหมูใด 1) AB เทานั้น 2) A หรือ B เทานั้น 3) AB หรือ O เทานั้น 4) A, B, AB หรือ O 30. หญิงคนหนึ่งหมูเลือด A เฮเทอโรไซกัส แตงงานกับชายหมูเลือด B เฮเทอโรไซกัส โอกาสที่จะมีลูกชาย หมูเลือด O หรือเลือดหมู A รอยละเทาใด หมูเลือด O (%) หมูเลือด A (%) 1) 0 50 2) 50 50 3) 50 0 4) 25 25 31. ถานักเรียนมีเลือดหมู O และตองการจะถายเลือด หมูเลือดใดที่จะกอใหเกิดการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง ในเลือดของนักเรียน ก. A ข. AB ค. B ง. O 1) ข. เทานั้น 2) ง. เทานั้น 3) ก. และ ค. 4) ก., ข., และ ค. 32. เด็กหญิงแกวมีเลือดหมู O เปนลูกสาวคนแรกของนางอลินและนายพสุธา ซึ่งนางอลินมีเลือดหมู A สวน นายพสุธาไมทราบหมูเลือดของตนเอง แตทราบวาพอและแมของตนมีเลือดหมู B จากขอมูลขางตน ขอใดตอไปนี้กลาวถูกตองที่สุด 1) นางอลินมีจีโนไทป IAIA และนายพสุธามีจีโนไทป ii เด็กหญิงแกวจึงมีเลือดหมู O 2) นางอลินมีจีโนไทป IAi และนายพสุธามีจีโนไทป ii เด็กหญิงแกวจึงมีเลือดหมู O 3) เพราะพอ-แมของนายพสุธามีเลือดหมู B ทั้งคู ดังนั้นนายพสุธาไมใชพอของเด็กหญิงแกว 4) เพราะนางอลินมีเลือดหมู A ดังนั้นเด็กหญิงแกวตองมีเลือดหมู A 33. ลูกที่จะเกิดจากหญิงที่ตาบอดสีจะมีลักษณะอยางไร 1) ลูกผูหญิงทุกคนตาบอดสี 2) ลูกผูชายทุกคนตาบอดสี 3) ลูกผูหญิงครึ่งหนึ่งตาบอดสี 4) ลูกผูชายครึ่งหนึ่งตาบอดสี วิทยาศาสตร ชีววิทยา (86) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 86. 34. ฮีโมฟเลียเปนลักษณะทางพันธุกรรมที่ถูกควบคุมโดยยีนดอยบนโครโมโซม X ขอใดตอไปนี้กลาวไมถูกตอง 1) หญิงที่เปนฮีโมฟเลียตองมีพอเปนฮีโมฟเลีย 2) ชายที่เปนฮีโมฟเลียตองมีแมเปนฮีโมฟเลีย 3) ชายที่เปนฮีโมฟเลียตองมีปูเปนฮีโมฟเลีย 4) หญิงที่เปนฮีโมฟเลียตองมียาที่เปนฮีโมฟเลีย 35. จากเพดิกรี ลักษณะที่ถูกถายทอดถูกควบคุมโดยแอลลีลประเภทใด 1) Autosomal Dominant 2) Sex-Linked 4) X-Linked Recessive 3) X-Linked Dominant 36. การถายทอดโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ปรากฏในพันธุประวัติของครอบครัวมีลักษณะดังนี้ การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้มีแบบแผนอยางไร 1) การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะดอย 2) การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน 3) การถายทอดยีนที่เกี่ยวเนื่องกับ X (X-Linked Gene) และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะดอย 4) การถายทอดยีนที่เกี่ยวเนื่องกับ X (X-Linked Gene) และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน 37. จากเพดิกรี ลักษณะผิดปกติที่แสดงออกในเพดิกรี นาจะเกิดจากการถายทอดพันธุกรรมแบบใด 1) Autosomal Dominance 2) Autosomal Recessive 4) Multiple Alleles 3) X-Linked Inheritance 38. เพดิกรีในขอใดแสดงการถายทอดลักษณะที่เกิดจากยีนดอยบนโครโมโซม x ก. ข. ค. ง. 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 3) ค. และ ง. 4) ก. และ ค. _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (87)
  • 87. 39. แบบแผนใดที่สอดคลองกับเพดิกรีของครอบครัวที่แสดงดังภาพ 40. 41. 42. 43. 44. 1) Autosomal Recessive 2) Autosomal Dominant 3) Sex-Linked Recessive 4) Sex-Linked Dominant ขอใดแสดงลําดับเหตุการณที่นําไปสูการแสดงออกทางพันธุกรรมไดถูกตอง 1) DNA → RNA → กรดอะมิโน → โปรตีน → การแสดงออกทางพันธุกรรม 2) RNA → กรดอะมิโน → DNA → โปรตีน → การแสดงออกทางพันธุกรรม 3) DNA → กรดอะมิโน → โปรตีน → RNA → การแสดงออกทางพันธุกรรม 4) RNA → โปรตีน → DNA → กรดอะมิโน → การแสดงออกทางพันธุกรรม สําหรับมนุษย คําวา “จีโนมในนิวเคลียส” หมายถึง ยีนทั้งหมดบนโครงสรางใด 1) ออโตโซมทั้งหมด 2) โครโมโซม X 3) โครโมโซม Y 4) ออโตโซมทั้งหมด + โครโมโซมเพศ ลักษณะทางพันธุกรรมใดถูกควบคุมโดยยีนดอยบนโครโมโซม X ก. ทาลัสซีเมีย ข. ฮีโมฟเลีย ค. ผิวเผือก ง. ตาบอดสี 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ง. 4) ค. และ ง. รังสีหรือสารเคมีบางชนิดเปนสาเหตุที่กอใหเกิดมิวเทชันของยีนหรือโครโมโซม ทั้งนี้มิวเทชันที่เกิดขึ้นจะถูก ถายทอดไปยังรุนลูกถาเกิดขึ้นกับเซลลชนิดใด 1) เซลลสมอง 2) เซลลกลามเนื้อหัวใจ 3) เซลลสืบพันธุ 4) เซลลมดลูก สมาคมวิทยาศาสตรมีการสาธิตการขยายพันธุสัตวโดยเทคนิคการโคลนนิ่ง (Cloning) ซึ่งมันประกอบดวย วิธีการดังขอใด 1) ฉีดอสุจิของเพศผูเขาไปในเซลลไขของสิ่งมีชีวิตเพศเมียที่เปนสปชีสเดียวกัน 2) สกัดและนําเอานิวเคลียสของเซลลไขออกไป แลวนํานิวเคลียสของเซลลรางกายของสิ่งมีชีวิตสปชีส เดียวกันฉีดเขาไปแทนที่ 3) ฉีดนิวเคลียสของเซลลไขเซลลหนึ่งเขาไปในเซลลไขอีกเซลลหนึ่งของสิ่งมีชีวิตเพศเมียตัวเดียวกัน 4) สกัดและนําเอานิวเคลียสของเซลลรางกายออกไป แลวนํานิวเคลียสของเซลลไขของสิ่งมีชีวิตสปชีส เดียวกันฉีดเขาไปแทนที่ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (88) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 88. 45. ตัวอยางดีเอ็นเอของเด็กชายคนหนึ่ง แม และชาย 4 คนที่คาดวาจะเปนพอของเด็ก ถูกนําไปตรวจสอบ ความสัมพันธทางสายเลือดดวยวิธีเจลอิเล็กโตรโฟริซิส (Gel Electrophoresis) ผลการตรวจสอบเปนดังภาพ ใครที่มีแนวโนมจะเปนพอของเด็กมากที่สุด โลคัสที่ 1 เด็กชาย แม A B C โลคัสที่ 2 เด็กชาย แม A B C D รองหยอด DNA D รองหยอด DNA 1) A 2) B 3) C 4) D 46. ขอใดเปนตัวอยางของสิ่งมีชีวิตที่ผานกระบวนการพันธุวิศวกรรม 1) พืชที่มี DNA ของแบคทีเรียซึ่งสามารถสรางสารฆาแมลงไดตามธรรมชาติ 2) พืชชนิดใหมที่เกิดจากการผสมเกสรขามดอก 3) ผลไมไรเมล็ดซึ่งเกิดจากการเสียบกิ่งของพืชชนิดหนึ่งบนพืชอีกชนิดหนึ่ง 4) พืชที่มีคุณสมบัติทางยาใชรักษาโรคบางอยางได ตอนที่ 7 : ความหลากหลายทางชีวภาพ 1. เซลลของโพรคาริโอตมีโครงสรางใด 1) กรดนิวคลีอิก 2) คลอโรพลาสต 3) นิวเคลียสขนาดเล็ก 4) ออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม 2. ขอใดเปนลักษณะของโพรคาริโอต 1) มีผนังเซลล 2) มีนิวเคลียส 3) ไมมีไรโบโซม 4) ไมมีออรแกเนลลที่มีเยื่อหุม 3. แบคทีเรียซึ่งเปนโพรคาริโอติกเซลลมีความแตกตางจากยูคาริโอติกเซลลอยางไร 1) เซลลแบคทีเรียมีไรโบโซมสําหรับสรางโปรตีน 2) แบคทีเรียเก็บขอมูลทางพันธุกรรมไวใน DNA 3) เซลลแบคทีเรียไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส 4) แบคทีเรียมีเยื่อหุมเซลล 4. นักอนุกรมวิธานพบสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในขณะที่เดินทางเขาไปในปาฝนเขตรอนทําการตรวจสอบพื้นฐานพบวา สิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีไคทินเปนองคประกอบและไดรับสารอาหารโดยการดูดซึม สิ่งมีชีวิตนี้นาจะอยูในอาณาจักรใด 1) โพรทิสตา 2) แบคทีเรีย 3) ฟงไจ 4) พืช 5. ฉันเปนสิ่งมีชีวิตที่มีผนังเซลลประกอบดวยไคทิน และฉันเปนเฮเทอโรไทรพ ฉันคืออะไร ก. เห็ด ข. ยีสต ค. เพนิซิลเลียม ง. Escherichia coli (E. coli) จ. สาหรายสีเขียว 1) ก. เทานั้น 2) จ. เทานั้น 3) ก., ข. และ ค. 4) ค. และ ง. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (89)
  • 89. 6. ตามคํานิยามทางชีววิทยาของคําวา “สปชีส” สิ่งมีชีวิตในขอใดคือสปชีสเดียวกัน 1) พืชที่มีโครงสรางดอกเหมือนกันที่ดึงดูดแมลงชนิดเดียวกัน 2) โพรทิสตที่มีรูปรางเหมือนกันและโครงสรางในการเคลื่อนที่เหมือนกัน 3) สัตวที่สามารถผสมพันธุกันไดและใหลูกที่สามารถสืบพันธุตอไปได 4) เห็ดที่มีสีเหมือนกันและสามารถเจริญอยูบนตนไมชนิดเดียวกัน 7. ขอใดคือลักษณะของไวรัส 1) ถูกทําลายไดโดยแอนติไบโอติก 2) หลั่งสารพิษเขาไปภายในรางกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู 3) ใช DNA ของเซลลเจาบานในการเพิ่มจํานวนตัวเอง 4) ระบบภูมิคุมกันของสิ่งมีชีวิตไมสามารถกําจัดไวรัสได 8. ขอใดกลาวถูกตอง 1) ไวรัสทุกชนิดเปนอันตรายตอมนุษย 2) ไวรัสเปนสิ่งมีชีวิตจําพวกโพรคาริโอต 3) ไวรัสมีขนาดใหญกวาแบคทีเรียเล็กนอย 4) ไวรัสสามารถเขาไปครอบครองเซลลของยูคาริโอตได 9. ไวรัสเพิ่มจํานวนไดในสภาวะใด ก. ในเซลลสัตว ข. ในเซลลพืช ค. ในอาหารสังเคราะห ง. ในซากสิ่งมีชีวิต 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง. 3) ก., ข. และ ง. 4) ก., ข., ค. และ ง. 10. พืช 2 ตนจะเปนพืชสปชีส (Species) เดียวกันได ถามีลักษณะอยางไร 1) มีลักษณะใบเหมือนกัน 2) มีจํานวนใบเลี้ยงเทากัน 3) ผสมพันธุกันแลวใหลูกที่ไมเปนหมัน 4) สามารถสรางคลอโรฟลลชนิดเดียวกันได 11. สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรตอไปนี้ทุกชนิดหรือบางชนิดทําหนาที่เปนผูผลิตในระบบนิเวศ ยกเวนขอใด 1) อาณาจักรพืช 2) อาณาจักรฟงไจ 3) อาณาจักรโพรทิสตา 4) อาณาจักรมอเนอรา 12. สิ่งมีชีวิตที่เปนสาเหตุของโรคในพืชและโรคในสัตว แตไมสามารถมองเห็นไดภายใตกลองจุลทรรศนแบบใชแสง สิ่งมีชีวิตชนิดนี้คือ 1) ไวรัส 2) แบคทีเรีย 3) รา 4) โพรโทซัว 13. การเรียงลําดับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในขอใดถูกตองที่สุด 1) ราเมือก → แบคทีเรีย → ดาวทะเล 2) ดาวทะเล → หนอนตัวกลม → ฟองน้ํา 3) อะมีบา → สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน → ผีเสื้อ 4) สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน → สาหรายสีเขียว → อารโทรพอด 14. สิ่งมีชีวิตในขอใดทีไมสามารถเกิดเมแทบอลิซึมได ่ 1) พารามีเซียม 2) แบคทีเรีย 3) สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน 4) ไวรัส วิทยาศาสตร ชีววิทยา (90) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 90. 15. สาหรายเกลียวทอง (Spirulina) มีโครงสรางพื้นฐานของเซลลดังตอไปนี้ ยกเวนขอใด 1) มี DNA เปนสารพันธุกรรม 2) มีไรโบโซมจําเพาะไวสรางโปรตีน 3) มีไมโทคอนเดรียทําหนาที่สลายอาหารไหไดพลังงาน 4) มีสารคลอโรฟลลไวสังเคราะหดวยแสงเพื่อสรางคารโบไฮเดรต 16. สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีหลายเซลล และเซลลจัดเรียงเปนเนื้อเยื่อ สรางอาหารไดเองจากกระบวนการสังเคราะห ดวยแสง ผนังเซลลมีเซลลูโลสเปนองคประกอบสําคัญ สิ่งมีชีวิตชนิดนี้นาจะอยูในกลุมใด 1) ปะการัง 2) แบคทีเรีย 3) ไบรโอไฟต 4) ไซโกไมโคตา 17. สิ่งมีชีวิตในขอใดที่อยูในอาณาจักรเดียวกันกับ “ราเมือก” 1) สาหรายสีเขียว 2) เบสิดิโอไมโคตา 3) แอสโคไมโคตา 4) สาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน 18. ขอใดกลาวไมถูกตอง 1) สิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกันมีความแตกตางกันได 2) สิ่งมีชีวิตตางสปชีสกันไมมีโอกาสผสมพันธุกันได 3) สิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกันจะมีพฤติกรรมการสืบพันธุคลายคลึงกัน 4) สิ่งมีชีวิตแตละสปชีสจะมีลักษณะเดนเฉพาะที่แตกตางไปจากสปชีสอื่น 19. ขอใดตอไปนี้กลาวถูกตองที่สุด 1) เตาเหลือง เตาเดือย และเตาปูลูเปนสิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกัน 2) ลูกออดและกบที่อาศัยอยูในแหลงน้ําเปนสิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกัน 3) สิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกันจะมีลักษณะตางๆ เหมือนกันทุกประการ 4) สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะภายนอกคลายคลึงกันเปนสิ่งมีชีวิตสปชีสเดียวกันเสมอ ตอนที่ 8 : สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม 1. จากภาพดานลาง สิ่งมีชีวิตที่อยูในระดับใดที่ไดรับพลังงานสูงสุด ก. ข. ค. ง. 1) ก. 2) ข. โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 3) ค. 4) ง. _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (91)
  • 91. 2. ขอใดกลาวเกี่ยวกับระบบนิเวศไดถูกตอง 1) ระบบนิเวศสามารถดํารงอยูไดทั้งที่มีหรือไมมีแหลงพลังงานเขาสูระบบ 2) ระบบนิเวศตองมีผูบริโภค และสามารถดํารงอยูไดถาไมมีผูผลิต 3) ระบบนิเวศเกี่ยวของกับปฏิสัมพันธระหวางปจจัยทางชีวภาพและปจจัยทางกายภาพ 4) ระบบนิเวศสามารถดํารงอยูไดบนบก แตไมสามารถดํารงอยูไดในทะเลสาบ แมน้ํา หรือมหาสมุทร 3. สิ่งมีชีวิต 2 สปชีสพยายามที่จะใชแหลงอาศัย แหลงอาหาร และแหลงน้ําเดียวกัน จัดเปนความสัมพันธ แบบใด 1) Saprophytic 2) Predation 3) Competition 4) Symbiotic 4. ขอใดตอไปนี้ทําใหอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น 1) การใชเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น 2) การเพิ่มขึ้นของสาหรายในมหาสมุทร 3) การปลอยคารบอนไดออกไซดสูบรรยากาศลดลง 4) การเพิ่มขึ้นจํานวนสปชีสของสัตว 5. สิ่งมีชีวิตที่อยูในสนามหลังบานมีดังนี้ แบคทีเรีย ตนหญา ไมพุม ไมยืนตน แมลง แมงมุม นก และสัตว เลี้ยงลูกดวยนมขนาดเล็ก การอยูรวมกันในสนามหญาของสิ่งมีชีวิตเหลานี้เรียกวาอยางไร 1) อาณาจักร 2) สังคมสิ่งมีชีวิต 3) ประชากร 4) ตัวเลือก 1) และ 2) 6. สิ่งมีชีวิตถูกจําแนกออกเปนผูผลิตและผูบริโภคตามสิ่งใด 1) อัตราเร็วในการเคลื่อนที่ 2) ขนาดของสังคมสิ่งมีชีวิต 3) วิธีการไดรับอาหาร 4) วิธีการสืบพันธุ 7. ปลวกกินเนื้อไม แตไมสามารถยอยได ในอวัยวะทางเดินอาหารของปลวกเปนแหลงที่อยูของโพรโทซัวขนาด เล็กมากซี่งสามารถผลิตเอนไซมยอยสลายเนื้อไมได ถาไมมีโพรโทซัวดังกลาวแลวปลวกจะอดตาย ความสัมพันธ ระหวางปลวกและโพรโทซัวเปนแบบใด 1) ภาวะเกื้อกูล (Commensalism) 2) ภาวะพึ่งพา (Mutualism) 3) ภาวะปรสิต (Parasitism) 4) ภาวะลาเหยื่อ (Predation) 8. ตารางดานลางแสดงปริมาณสารกัมมันตรังสีในแหลงน้ําซึ่งเกิดจากการทิ้งกากกัมมันตรังสีลงไป ตัวอยางที่เก็บไดจากแหลงน้ํา น้ํา โคลน พืชน้ํา ปลาเล็ก ปลาใหญ ความเขมขนของสารกัมมันตรังสี (หนวยขึ้นอยูกับชนิดตัวอยาง) 1 20 300 1,000 3,000 จากตารางแสดงใหเห็นการเปลี่ยนแปลงความเขมขนของสารกัมมันตรังสีอยางไร 1) ลดลงตามลําดับขั้นของโซอาหาร 2) เพิ่มขึ้นตามลําดับขั้นของโซอาหาร 3) สะสมอยูในผูผลิตมากกวาผูบริโภค 4) สะสมอยูในผูผลิตและผูบริโภคในปริมาณที่เทาๆ กัน วิทยาศาสตร ชีววิทยา (92) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 92. 9. แผนภาพดานลางแสดงโซอาหารที่มีการสะสมปริมาณสารฆาแมลง พืช → ปลาเล็ก → ปลาใหญ → นกกินปลา ความเขมขนของสารฆาแมลง ในเนื้อเยื่อ (mg/kg) 0.5 0.4 0.3 0.2 0.1 0 A B C D สิ่งมีชีวิต แผนภูมิแทงใดที่แสดงความเขมขนของสารฆาแมลงในเนื้อเยื่อของปลาใหญ 1) A 2) B 3) C 4) D 10. พลังงานสวนใหญที่มนุษยโลกใชกันอยูทุกวันนี้มาจากการเผาไหมเชื้อเพลิงฟอสซิล พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เปนขอตกลงระหวางชาติในการลดการปลอยแกสคารบอนไดออกไซด (CO2) และแกสอื่นๆ และ แสดงใหเห็นถึงสถานการณสิ่งแวดลอมในปจจุบัน การเผาไหมเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไปจะทําใหเกิด เหตุการณดังขอใด 1) ฝนกรดมากขึ้น และชั้นโอโซนเพิ่มขึ้น 2) ปรากฏการณเรือนกระจกมากขึ้น และระดับน้ําทะเลเพิ่มขึ้น 3) อุณหภูมิของโลกลดลง และระดับน้ําทะเลเพิ่มขึ้น 4) ชั้นโอโซนถูกทําลาย และปรากฏการณเรือนกระจกลดลง 11. จากแผนผังแสดงวัฏจักรไนโตรเจนดานลาง การยอยสลายเกิดขึ้นในชวงใด โปรตีนในพืช แกสไนโตรเจน โปรตีนในสัตว ไนเตรต แอมโมเนีย 1) A 2) B 3) C 4) D 12. กระบวนการใดไมไดกอใหเกิดคารบอนไดออกไซดสูบรรยากาศ 1) การเผาไหมถานหิน 2) การหายใจของสัตว 3) การยอยสลายใบไมในดิน 4) การสังเคราะหดวยแสงในพืช โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (93)
  • 93. 13. แผนภาพดานลางแสดงโซอาหาร ผูผลิต → สัตวกินพืช → สัตวกินเนื้อ → สัตวกินเนื้ออันดับสูงสุด ลําดับขั้นเชิงอาหาร : 1 2 3 4 ถาสัตวกินเนื้อในลําดับขั้นเชิงอาหารที่ 3 ตายอยางรวดเร็วเนื่องมาจากเปนโรค สิ่งมีชีวิตในลําดับขั้นเชิง อาหารใดจะมีจํานวนลดลง 1) 2 2) 1 และ 2 3) 1 และ 4 4) 2 และ 4 14. ขอใดไมใชสวนหนึ่งของวัฏจักรคารบอน 1) สัตวกินพืช 2) การระเหยของน้ําในแมน้ํา 3) ฟงไจยอยสลายสิ่งมีชีวิตที่ตายแลว 4) พืชดูดซับแกสคารบอนไดออกไซด 15. แผนภาพดานลาง คือ พีระมิดชีวมวลของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในระบบนิเวศแหงหนึ่ง สิ่งมีชีวิตใดคือสิ่งมีชีวิตกิน พืช (Herbivores) 1) A 2) B 3) C 4) D 16. ตนไมชนิดหนึ่งเปนอาหารของประชากรหนอนผีเสื้อขนาดใหญ นกขนาดเล็กจํานวนมากกินหนอนผีเสื้อเปนอาหาร และนกขนาดเล็กถูกกินโดยนกขนาดใหญ ขอใดคือพีระมิดจํานวนของโซอาหารดังกลาว 2) 1) 4) 3) 17. ขอความใดกลาวถูกตองที่สุดเกี่ยวกับการถายทอดสารและพลังงานในระบบนิเวศ 1) ผูผลิตไดรับโปรตีนจากผูบริโภคอันดับที่ 1 2) ผูบริโภคไดรับคารโบไฮเดรตจากผูยอยสลาย 3) ผูบริโภคไดรับน้ําจากการหายใจของผูยอยสลาย 4) พลังงานถูกถายทอดจากผูบริโภคอันดับที่ 2 ไปยังผูบริโภคอันดับที่ 1 18. ภาพดานลางแสดงพีระมิดจํานวนในระบบนิเวศ โครงสรางใดของพีระมิดที่บอกใหทราบวาสิ่งมีชีวิตแตละตัว/ตน มีขนาดใหญที่สุด 1) A 2) B 3) C วิทยาศาสตร ชีววิทยา (94) _______________________ 4) D โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 94. 19. กระบวนการเปลี่ยนสารของวัฏจักรไนโตรเจนจะเกิดขึ้นโดยกิจกรรมของสัตว แบคทีเรีย และพืช ดังขอใด 1) 2) 3) 4) สัตว ไนเตรตเปนกรดอะมิโน ยูเรียเปนโปรตีน โปรตีนเปนยูเรีย ยูเรียเปนแอมโมเนีย แบคทีเรีย โปรตีนเปนไนโตรเจนแกส แกสไนโตรเจนเปนแอมโมเนีย ไนไตรตเปนไนเตรต ยูเรียเปนโปรตีน พืช ไนไตรตเปนไนเตรต กรดอะมิโนเปนโปรตีน ไนเตรตเปนกรดอะมิโน โปรตีนเปนแกสไนโตรเจน 20. กราฟในขอใดที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของจํานวนสัตวกินพืช (Herbivores) เมื่อสัตวกินเนื้อลดจํานวนลง ณ เวลา X 2) จํานวนสัตวกินพืช 1) จํานวนสัตวกินพืช X เวลา X เวลา 4) จํานวนสัตวกินพืช 3) จํานวนสัตวกินพืช X เวลา X เวลา 21. จากสายใยอาหาร (Foob Web) ดานลาง ถาปลาลดจํานวนลงอยางรวดเร็วจะทําใหประชากรหนูลดจํานวนลงดวย ทั้งนี้เปนเพราะเหตุใด เหยี่ยว นก ปลา งู หนู ขาว 1) เพราะออกซิเจนมีปริมาณนอยลง 3) เพราะถูกเหยี่ยวลากินเปนอาหารมากขึ้น โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 กุง สาหราย 2) เพราะประชากรขาวลดจํานวนลง 4) เพราะหนูเปนผูบริโภคอันดับที่ 1 เชนเดียวกับปลา _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (95)
  • 95. 22. ขอใดกลาวเกี่ยวกับโซอาหารและการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศไมถูกตอง 1) สิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งอาจเปนผูบริโภคหลายอันดับ 2) ไสเดือนดินและกิ้งกือสามารถกินสิ่งมีชีวิตไดในหลายลําดับขั้นเชิงอาหาร (Trophic Level) ยกเวนผูผลิต 3) ลําดับขั้นเชิงอาหารต่ําสุด จะไดรับพลังงานมากกวาผูบริโภคอันดับสูงขึ้นไป 4) สายใยอาหารประกอบดวย 2 โซอาหารขึ้นไป 23. เพราะเหตุใดคารบอนไดออกไซดจึงถูกเรียกวากรีนเฮาสแกส 1) มีปริมาณมากเสมอในกรีนเฮาส 2) เกี่ยวของกับการสังเคราะหดวยแสงของพืช 3) ดูดกลืนรังสีอินฟราเรด 4) ดูดกลืนและปลอยรังสีอัลตราไวโอเลต 24. สิ่งมีชีวิตชนิดใดที่จะไดรับผลกระทบมากที่สุดเมื่อมียาฆาแมลงอยูในระบบนิเวศ 1) ผูบริโภคอันดับที่ 1 เชน ตั๊กแตน 2) ผูผลิตปฐมภูมิ เชน พืช 3) ผูลาอันดับสุดทาย เชน เหยี่ยว 4) ผูบริโภคอันดับที่ 2 เชน หนูที่กินแมลง 25. ขอใดเปนผลนอยที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก 1) ระดับน้ําทะเลลดลงทําใหแนวปะการังและที่อยูบริเวณชายฝงถูกทําลาย 2) เพิ่มความถี่ในการเกิดพายุรุนแรง 3) น้ําทวมมากขึ้น 4) เกิดการแพรกระจายของโรคไปยังเขตรอน 26. ความสัมพันธระหวางสปชีสในขอใด ทีไมมผลไปลดขนาดประชากร ่ ี 1) Commensalism 2) Predation 3) Competition 4) Amensalism 27. ขอใดเปนตัวอยางที่แสดงใหเห็นวามีการแทนที่แบบปฐมภูมิ (Primary Succession) 1) การเกิดดินบริเวณปลองภูเขาไฟที่ดับแลว 2) การเจริญเติบโตของตนสนหลังจากไฟไหมปาครั้งใหญ 3) ดาวทะเลอาศัยอยูรวมกับแนวปะการัง 4) ตนสนเจริญเติบโตบนบกหลังจากปาถูกตัดไมทําลายปาไปจนหมด 28. ในระบบนิเวศแหลงน้ํา เชน ทะเลสาบมีการปนเปอนของ DDT ในแหลงน้ํา สิ่งมีชีวิตในขอใดนาจะมีปริมาณ DDT สะสมมากที่สุด 1) นกนางนวล 2) แพลงกตอนสัตว 3) แพลงกตอนพืช 4) ปลา 29. ขอใดเปนตัวอยางของภาวะเกื้อกูล (Commensalism) 1) ผึ้งดูดน้ําหวานจากตอมน้ําหวานของดอกไม 2) พยาธิปากขอเจริญอยูในตัวสุนัข 3) ไรโซเบียมที่อาศัยอยูในเซลลของรากถั่ว 4) ปลาการตูนอาศัยอยูบริเวณเทนทาเคิลที่เปนพิษของซีแอนีโมนี วิทยาศาสตร ชีววิทยา (96) _______________________ โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010
  • 96. 30. ถานักเรียนไดรับมอบหมายใหวัดความหนาแนนของหนูบนเกาะแหงหนึ่งโดยใชวิธีทําเครื่องหมาย ปลอยไป แลวจับใหม นักเรียนจับหนูมาได 200 ตัว ทําเครื่องหมายดวยปายชื่อ (Tag) แลวปลอยไป 1 สัปดาหตอมา นักเรียนจับหนูมาได 500 ตัว และนับวาจํานวนหนูที่มีปายชื่อ (Tag) สมการดานลางจะทําใหนักเรียน ประมาณขนาดประชากรของหนูบนเกาะได ขอใดตอไปนี้จะตองเกิดขึ้นเพื่อใหการประมาณความหนาแนน ของหนูมีความถูกตองแมนยํามากที่สุด จํานวนสัตวทั้งหมดที่จับมาทําเครื่องหมายแลวปลอยไป = จํานวนสัตวทั้งหมดที่มีเครื่องหมายที่จับไดในครั้งที่สอง ขนาดประชากร จํานวนสัตวทั้งหมดที่จับไดในครั้งที่สอง 31. 32. 33. 34. 35. 36. 37. 1) หนูที่ทําเครื่องหมายตองไมออกไปไกลจากบริเวณที่ปลอยมันไป 2) หนูที่ทําเครื่องหมายตองเปนตัวแทนของหนูทั้งหมด 3) หนูที่ทําเครื่องหมายตองปะปนกับประชากรหนูที่เหลือ 4) อัตราการตายในประชากรของหนูตองต่ํา นักปกษีวิทยาศึกษาจํานวนประชากรนกบนเกาะชางโดยจับนกมาติดเครื่องหมาย 50 ตัว แลวปลอยไป หนึ่ง เดือนตอมา จับนกอีกครั้งได 100 ตัว พบวาในจํานวนนี้มีนกที่ติดเครื่องหมายอยูแลว 2 ตัว ดังนั้นประชากร นกบนเกาะนี้มีจํานวนประมาณเทาใด 1) 150 ตัว 2) 250 ตัว 3) 1,250 ตัว 4) 2,500 ตัว นักนิเวศวิทยาตองการศึกษาจํานวนประชากรของนกตีทองในปาแหงหนึ่ง โดยครั้งแรกจับนกมาได 100 ตัว ทําเครื่องหมายไวที่ปกนกแลวปลอยไป หลังจากนั้น 1 สัปดาห จับนกครั้งที่สองได 250 ตัว พบวามีนกที่ทํา เครื่องหมายไวอยู 50 ตัว ประชากรของนกตีทองในปาแหงนี้เปนเทาใด 1) 250 ตัว 2) 350 ตัว 3) 500 ตัว 4) 850 ตัว นักนิเวศวิทยาทําการวัดจํานวนประชากรของปลานิลในบอแหงหนึ่ง โดยสุมตัวอยางปลามาทําการติดเครื่องหมาย จํานวน 140 ตัว แลวปลอยกลับลงบอ จับใหมอีกครั้งโดยทิ้งระยะเวลาหางจากการจับครั้งแรก 3 วัน ปรากฏวาปลาที่สุมจับขึ้นมาทั้งหมด 250 ตัว เปนปลาตัวที่มีเครื่องหมายจํานวน 20 ตัว ประชากรของปลานิล ทั้งหมดในบอเปนเทาใด 1) 370 ตัว 2) 970 ตัว 3) 1,250 ตัว 4) 1,750 ตัว วัฏจักรของสารใดในระบบนิเวศที่มีความสัมพันธกับการเกิดฝนกรดมากที่สุด 1) ฟอสฟอรัส 2) คารบอน 3) แคลเซียม 4) ไฮโดรเจน การสังเคราะหดวยแสงมีอิทธิพลตอปริมาณของธาตุใดในบรรยากาศมากที่สุด 1) ซัลเฟอร 2) คารบอน 3) ฟอสฟอรัส 4) ไนโตรเจน ปจจัยใดในระบบนิเวศทีไมไดหมุนเวียนเปนวัฏจักร (Cycle) ่ 1) น้ํา 2) คารบอน 3) พลังงาน 4) ไนโตรเจน วัฏจักรของสารใดไมมการหมุนเวียนในรูปของสารประกอบที่เปนแกสในบรรยากาศ ี 1) กํามะถัน 2) คารบอน 3) ไนโตรเจน 4) ฟอสฟอรัส โครงการแบรนดซัมเมอรแคมป 2010 _______________________ วิทยาศาสตร ชีววิทยา (97)
  • 97. 38. ภาพพีระมิดนี้แสดงถึงจํานวนของสิ่งมีชีวิตในโซอาหารใด 39. 40. 41. 42. 43. 44. 45. 1) หญา → กระตาย → งู → เหยี่ยว 2) หญา → ตั๊กแตน → แมงมุม → กบ 3) ตนไม → เพลี้ย → ดวงเตาลาย → กบ 4) ตนไม → หนอนผีเสื้อ → แตนเบียน → ผูยอยสลายอินทรียสาร พีระมิดนิเวศแบบใดจะมีลักษณะหัวตั้งเสมอ 1) พีระมิดมวลชีวภาพ 2) พีระมิดพลังงาน 3) พีระมิดจํานวน 4) พีระมิดประชากร ขอความในขอใดไมถูกตอง 1) น้ําที่เนาเสียจะมีคา BOD ส&