• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
สมบัติของสารและการจำแนกสาร
 

สมบัติของสารและการจำแนกสาร

on

  • 3,007 views

 

Statistics

Views

Total Views
3,007
Views on SlideShare
2,924
Embed Views
83

Actions

Likes
0
Downloads
29
Comments
0

1 Embed 83

http://praneet2555.wordpress.com 83

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    สมบัติของสารและการจำแนกสาร สมบัติของสารและการจำแนกสาร Document Transcript

    • สมบัติของสารและการจำแนกสารความหมายของสาร     สาร คือ สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา มีมากมายหลายชนิดเกินกว่าที่เราจะรู้จักและจดจำได้หมด สารมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทั้งบนพื้นโลก ในน้ำ ในอากาศ เช่น ดิน หิน ทราย น้ำ อากาศการจำแนกสาร     สารชนิดต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรามีทั้งที่สมบัติเหมือนกันและมีสมบัติต่างกัน จึงทำให้มีการจัดจำแนกสารออกเป็นหมวดหมู่โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจะได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสารได้สะดวกมากขึ้น แต่การที่ใช้เกณฑ์ต่างกันอาจทำให้สารชนิดเดียวกันถูกจัดให้อยู่ในพวกที่ต่างกันก็ได้<br />การจำแนกสารโดยใช้สมบัติทางกายภาพ     สมบัติทางกายภาพของสารเป็นสมบัติของสารที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายจากภายนอก ได้แก่ สี รส กลิ่น การละลาย สถานะ ความแข็ง ลักษณะผลึก จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแน่น การนำไฟฟ้า และการนำความร้อน                                                                  ตาราง สมบัติทางกายภาพของสาร<br />                                    <br />     1)  การจำแนกสารโดยใช้เนื้อสารเป็นเกณฑ์ เป็นวิธีที่นิยมใช้เนื่องจากสามารถแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสารต่าง ๆ ได้มากกว่าวิธีอื่น ๆ โดยตามเกณฑ์นี้จะจำแนกสารออกได้เป็ดนกลุ่มใหญ่ ๆ 2 กลุ่ม คือ      สารเนื้อเดียว เป็นสารที่เห็นเป็นเนื้อเดียวตลอดทุกส่วนและมีสมบัติเหมือนกันทุกส่วนด้วย      สารเนื้อผสม เป็นสารที่มองเห็นไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และมีสมบัติของเนื้อสารในแต่ละส่วนแตกต่างกัน ดังแผนผัง<br />                       <br />     2)  การจำแนกสารโดยใช้ขนาดอนุภาคเป็นเกณฑ์ ถ้าใช้อนุภาคของสารเป็นเกณฑ์ในการจำแนกสาร จะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ สารแขวนลอย คอลลอยด์ และสารละลาย     3)  การจำแนกสารดดยใช้สถานะของสารเป็นเกณฑ์          1.  สถานะของสาร สารโดยทั่วไปจะอยู่ใน 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และแก๊ส ดังต่อไปนี้<br />                           2.  กฎทรงมวลและความสัมพันธ์ของมวลกับสถานะของสาร อองตวน-โลรอง ลาวัวซิเอร์ (Antoine-Laurent Lavoisier) นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ทำการทดลองเผาสารในหลอดปิด พบว่า มวลของสารทั้งหมดก่อนทำก่ารเผา (ก่อนทำปฏิกิริยาเคมี) จะเท่ากับมวลของสารทั้งหมดหลังจากการเผา (หลังทำปฏิกิริยาเคมี) เขาจึงสรุปตั้งเป็นกฎว่า "กฎทรงมวล" ซึ่งมีใจความสำคัญว่า "ในปฏิกิริยาเคมีใด ๆ มวลของสารทั้งหมดก่อนทำปฏิกิริยาเท่ากับมวลของสารทั้งหมดหลังทำปฏิกิริยา"          3.  การเปลี่ยนสถานะของสาร การเปลี่ยนสถานะของสารจะมีพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่น น้ำแข็งเมื่อเปลี่ยนสถานะจากน้ำแข็งไปเป็นของเหลว (น้ำ) และจากของเหลวไปเป็นไอน้ำจะมีการดูดหรือได้รับพลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการเปลี่ยนสถานะ ส่วนการเปลี่ยนสถานะจากไอน้ำ (แก๊ส) มาเป็นของเหลว (น้ำ) หรือจากของเหลวไปเป็นของแข็งจะมีการคายพลังงานความร้อนให้แก่สิ่งแวดล้อม     ในขณะที่น้ำแข็งเปลี่ยนสถานะไปเป็นน้ำ อุณหภูมิของสารจะไม่เปลี่ยนแปลง (คงที่อยู่ที่ O ๐c) ทั้งนี้เพราะพลังงานความร้อนที่น้ำแข็ง O ๐c ได้รับ จะนำไปเปลี่ยนสถานะจากน้ำแข็งเป็นน้ำ O ๐c จนหมด ดังนั้น น้ำที่ O ๐c จึงมีพลังงานสูงกว่าน้ำแข็งที่ O ๐c      ทำนองเดียวกันกับการเปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นไอน้ำ ขณะที่น้ำเดือดอุณหภูมิจะคงที่ (100 ๐c) ทั้ง ๆ ที่ให้พลังงานความร้อนตลอดเวลา ทั้งนี้ เพราะความร้อนที่ได้ถูกนำไปใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากน้ำ 100 ๐c ดังนั้ ไอน้ำจึงมีพลังงานสูงกว่าน้ำเดือด     พลังงานที่ใช้เปลี่ยนสถานะของสาร เรียกว่า "ความร้อนแฝง"<br />ความร้อนแฝง     ความร้อนแฝง (Latent heat = L) คือ พลังงานความร้อนที่ใช้ไปเพื่อเปลี่ยนสถานะของสารมี 2 ประเภท คือ     ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว คือ ปริมาณความร้อนที่ใช้ไปในการทำให้ของแข็งมวล 1 กรัม เปลี่ยนสถานะไปเป็นของเหลวงหมดพอดี โดยอุณหภูมิของสารคงที่ สำหรับน้ำแข็งสถานะของน้ำแข็ง 1 กรัม ที่อุณหภูมิ O ๐c ให้เป็นน้ำที่อุณหภูมิ O ๐c จนหมด จะต้องใช้พลังงานเท่ากับ 80 แคลอรี่     ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ คือ ปริมาณความร้อนที่ใช้ในการทำให้ของเหลวมวล 1 กรัม เปลี่ยนสถานะเป็นแก๊สหมดพอดี โดยอุณหภูมิของสารคงที่ สำหรับน้ำเปลี่ยนสถานะจากน้ำเดือดอุณหภูมิ 100 ๐c เป็นไอน้ำอุณหภูมิ 100 ๐c ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ มีค่าเท่ากับ 540 แคลอรี่ต่อกรัม นั่นคือ น้ำเดือดมวล 1 กรัม ที่อุณหภูมิ 100 ๐c เปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำจนหมด จะต้องใช้พลังงานเท่ากับ 540 แคลอรี่<br />การคำนวณหาปริมาณความร้อนในการเปลี่ยนแปลงสถานะการคำนวณหาปริมาณความร้อนแฝง หาได้จาก   ปริมาณความร้อน     =  มวลของสาร x ความร้อนแฝงของสาร        (แคลอรี่)                                   (แคลอรี่ต่อกรัม)<br />          H              =  mL<br />ตัวอย่างที่ 1 ถ้าต้องการทำให้น้ำแข็งมวล 3 กรัม ที่ O ๐c กลายเป็นน้ำจนหมด ต้องใช้ปริมาณความร้อนเท่าใด (ความร้อนแฝงของการหลอมเหลวของน้ำแข็งเท่ากับ 80 แคลอรี่ต่อกรัม)วิธีทำ จาก ปริมาณความร้อน   =  มวลของสาร x ความร้อนแฝง                             =  3 X 80                             =  240 แคลอรี่                                                   ตอบ<br />ตัวอย่างที่ 2 น้ำเดือดมวล 20 กรัม ทำให้กลายเป็นไอจนหมดพอดี ต้องใช้ความร้อนกี่แคลอรี่ (ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอของน้ำมีค่า 540 แคลอรี่ต่อกรัม)วิธีทำปริมาณความร้อน      =  มวลของสาร X ความร้อนแฝง                          =  20 X 540                          =  10,800 แคลอรี่                                                  ตอบ<br />การจำแนกสารโดยใช้สมบัติทางเคมี     สมบัติทางเคมี เป็นสมบัติของสารที่พิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหรือมีการเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น การติดไฟ การเป็นสนิม ความเป็นกรด - เบส ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างภายในของสารเป็นสำคัญ     1)  ความเป็นกรด - เบส  เป็นสมบัติที่สามารถนำมาใช้ในการจัดจำแนกสารได้ โดยสารที่เป็นกรด จะมีสมบัติกัดกร่อนสูงหรือดูจากทำปฏิกิริยากับโลหะ เป็นต้น                                            ตาราง สมบัติทางเคมี (ความเป็นกรด - เบส) ของสารบางชนิด<br />                                     2)  พลังงานในสาร อนุภาคของสารทุกชนิดจะมีพลังงานอยู่ในอนุภาค เรียกว่า "พลังงานจลน์" ซึ่งเป็นพลังงานที่ทำให้อนุภาคของสารเคลื่อนที่ตลอดเวลา และอนุภาคแต่ละอนุภาคยังมีแรงดึงดูดระหว่างอนุภาคด้วย<br />